วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

Tough love "นี่หรือ...คือรัก" ตอนที่ 2



"Recall Memory"

...............................................................................................................................

"จับมันสิ ผมบอกให้จับมัน" ปากกระบอกปืนยังคงเล็งมาที่ผม

"ไม่!!!"

"หมออยากตาย หรือว่าจะช่วยผม นี่ถือเป็นการช่วยคนไข้อย่างนึงเชียวน้าาาาา"

"ไอ้บ้า ไอ้โจรโรคจิต นายต้องการอะไร"


"ก็ไม่ต้องการอะไร เห็นว่าหมอก็เคยทำแบบนี้ ก็น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี"

"ทำแบบนี้!!! ทำอะไร"

"อย่ามาถามมาก สั่งให้จับมันไงเล่า!!! โอ๋ๆๆๆ ลูกพ่อใจเย็นน้า มีคนปลุกลูกขึ้นมา เค้าต้องรับผิดชอบ"

"ไม่!!! ผมไม่มีวันทำเรื่องแบบนี้ ไม่มีวันนนนน!!!"

ผมตะโกนออกไปสุดเสียง เหมือนภาวะบีบบังคับตรงหน้า ทำให้ผมเครียดและปวดหัวแบบนี้อีกแล้ว ภาพตรงหน้าเลือนลางและเริ่มมืด......จนกระทั่งมืดสนิท

...................................................................................

"เฮ้ย!!! อะไรฟระ"

"หมอ หมออี้เฟิง น้องอี้เฟิง ลุกขึ้นมาสิ โอ๊ย แผลนี่ ทำไมเจ็บนักฟระ!!!"

ผมลุกจากเตียงเย็บแผลลงมาเขย่าตัวคนตรงหน้าที่เป็นลมสลบไปรึเปล่า ก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ตอนนี้เค้าไม่รู้สึกตัวแล้ว ไอ้เราก็ยิงปืนเป็นอย่างเดียว ไม่เคยดูแลรักษาใครด้วย นี่ต้องทำยังไงเนี่ยะ...

 
.........................................................................................


"รุ่นพี่ถิง รุ่นพี่ครับ ผมชอบพี่ครับ"

"ฮึๆ นายเป็นเด็กเรียน เรียนก็เก่ง อย่ามายุ่งกับคนแบบชั้นเลย"

"แต่ว่า...ก็ผมชอบรุ่นพี่นี่ครับ"

ผมอยู่โรงเรียนชายล้วนมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งผมขึ้นม.ต้น ผมก็ไปแอบชอบรุ่นพี่ม.ปลายคนนึง เค้าเป็นหัวหน้าแก๊งค์ขาใหญ่ประจำโรงเรียน แต่หน้าตาเค้าเวลายิ้ม ผมชอบมาก 

จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมหกล้มอยู่ข้างประตูโรงเรียน ขาผมเจ็บเดินไม่ไหว แต่ไม่มีใครยอมช่วยผมเลย ผมไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะวันๆมัวแต่ท่องหนังสือแล้วที่บ้านก็มารับกลับ ดังนั้นผมจึงไม่รู้จะไปคุยกับใคร แต่แล้ววันนั้น รุ่นพี่คนนั้นเห็นผมล้ม เค้าแบกผมขึ้นบ่าพาไปนั่งบนโต๊ะม้าหินในสวนของโรงเรียน...

"เป็นบ้างล่ะเรา ไหนดูสิ"

ผมขยับแว่นมองหน้าเค้าให้ชัด หน้าผากเค้าเหมือนมีแผลเป็นอยู่ ผมเลยจ้องเข้าไปใกล้ๆ ตอนที่เค้ากำลังจับข้อเท้าผม เค้าเงยหน้าขึ้นมา จมูกเราอยู่ใกล้กันมาก ผมตกใจจึงถอยออกมา

"โอ๊ย!!!"

"เด็กคนนี้ ข้อเท้าเล็กนิดเดียว แถมตัวก็ผอม จะเอาแรงเดินมาจากไหนเนี่ยะ วันๆตากแดดบ้างมั้ย ตัวขาวอย่างกับกระดาษ"

"เอ่อ...ผมไม่เป็นไรครับ"

"แล้วที่ร้องเมื่อกี้คืออะไร หมากัดเหรอไง"

"เปล่าครับ"

"เอ๊ะ!!! แกนี่ กวนตีนเหมือนกันนี่นา"

"ผมเปล่านะครับ ผมหกล้ม"

"555 โอ๊ย ชั้นจะบ้าตาย เอางี้นายขี่หลังชั้น เดี๋ยวจะพาไปส่งห้องพยาบาลนะ"

หลังจากนั้นผมก็อยู่บนแผ่นหลังแข็งแรงนั่น จนกระทั่งถึงห้องพยาบาล พี่เค้าก็เอาผมไปนั่งบนเตียง

"สงสัยอ.จะกลับไปแล้วตามเคย ไม่มีใครอยู่เลย"

"พี่ครับ ผมวานหยิบผ้าพันเท้าตรงนั้นให้หน่อย"

"นี่หน่ะเหรอ"

ผมเอาผ้ามาพันข้อเท้าไว้เพื่อให้เท้าอยู่กับที่ พี่เค้าก็นั่งขัดสมาธิมองอย่างตั้งใจ

"เออ...นายนี่เก่งไม่ใช่เล่นนี่นา ทำแผลเองก็ได้"


"ผมอยากเป็นหมอหน่ะครับ ผมเลยหัดไว้"

"อืม ดูท่าก็รู้แล้ว เอางี้ ไว้ถ้าชั้นบาดเจ็บจะให้นายรักษาก็แล้วกัน"

"จริงเหรอครับ"

"อืม จริงสิ"

ผมรู้สึกอบอุ่นและดีใจที่มีคนคุยกับผม และเหมือนไว้ใจผม วันนั้นผมดีใจมาก พี่เค้าก็ให้ผมขี่หลังเพื่อไปรอคนขับรถมารับที่หน้าโรงเรียน ระหว่างที่ผมขี่หลังเค้าไป ผมคุยจ้อไม่หยุด เหมือนไม่เคยคุยกับใครมานาน 

"นี่เจ้าแมวเหมียวพูดมาก หยุดพูดบ้างได้มั้ย"

"อิอิ ก็ไม่ค่อยมีใครคุยกับผมนี่ครับ ผมดีใจ"

"เออ...นั่นสินะ จริงๆก็ไม่เห็นมีใครชอบคุยกับชั้นนอกจากนายเลย"

"พี่ครับ พี่ชื่ออะไรเหรอครับ"

"ชื่อเหว่ยถิง เฉินเหว่ยถิง นายไม่เคยได้ยินชื่อชั้นหรือยังไง"

"ไม่นี่ครับ งั้นผมเรียกพี่ว่าพี่ถิงนะ"

"ก็แล้วแต่สิ นายแมวเหมียว"

หลังจากนั้น ผมก็ไปตามหา ตามสืบจนกระทั่งรู้ว่าพี่เหว่ยถิงเป็นรุ่นพี่ที่มีแต่คนบอกว่าเค้าเป็นเด็กเกเร ไม่ค่อยเข้าเรียน และที่สำคัญมีคนบอกว่าเค้าขายยาให้พวกเด็กๆในโรงเรียนด้วย

"รุ่นพี่ครับ รุ่นพี่ขายยาจริงๆเหรอครับ"

ผมถามตอนเจอเค้าในห้องพยาบาล เหมือนบางทีเค้าจะชอบมาแอบนอนที่นี่ตอนเย็นๆ ผมตามมาเจอเค้าหลายครั้งแล้ว

"ใครบอกนายล่ะ"

"พี่ถิงอย่าทำเลยนะ มันไม่ดีหรอก"

"ถ้านายคิดว่าชั้นทำแบบนั้น ก็แล้วแต่ นายมันเด็กเรียน ไม่เข้าใจหรอก"

ผมนั่งอยู่ข้างเตียงที่เค้านอน แล้วก็ยื่นหน้าเค้าไปใกล้ตัวเค้ามากขึ้น

"พี่เชื่อผมนะ ทำแบบนั้นมันเป็นคนไม่ดีนะครับ"

เค้าลืมตาขึ้นมา เอามือมาถอดแว่นผมออก

"ถ้านายถอดแว่นออก นายจะเห็นว่าความจริงคนเรามันไม่ได้เป็นแบบที่เห็นเสมอไปนะ"

"พี่ถิง เอาแว่นผมคืนมานะ"

ผมเอามือคว้าแว่นที่โดนแย่งไป แต่รุ่นพี่ก็ยื่นแขนไปจนสุด ผมเอื้อมเท่าไหร่ก็ไม่ถึง...


"พี่ถิง พี่ถิง...เอามาสิ"

...........................................................................

"หมอ หมออี้เฟิง ตื่นสิ"

เสียงเงียบไปอีก ผมว่าเค้าเหมือนหลับมากกว่านะ ผมเลยเอามือจับมือเค้าที่คว้าอากาศสะเปะสะปะมาจับเอาไว้
 "เด็กคนนี้นะ จะกี่ปีก็เป็นเหมือนเดิม ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย"

ผมก้มหน้าลงประกบปากอย่างแผ่วเบาไป เอาจมูกเขี่ยจมูกเค้าเล่นเหมือนที่เคยทำ และเอาหน้าผากชนหน้าผากเค้าไว้ พร้อมถอยออกมาสักพักแล้วมองใบหน้าที่เปลี่ยนไป ตอนนี้เป็นแมวเหมียวอวบอิ่ม ไม่ใช่เด็กน้อยผอมขาวคนนั้นอีกต่อไปแล้วสินะ

ผมเลยตัดสินใจอุ้มเค้าขึ้นทั้งๆที่เจ็บแผล หันซ้ายหันขวามันต้องมียาดมอะไรอยู่ตรงไหนสักแห่งสิ นี่ผมมาหาหมอนะ ทำไมต้องมาช่วยหมอกันล่ะเนี่ยะ...


..................โปรดติดตามตอนต่อไป......................................












 

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

พ่อมดน้อยเฟิงเฟิง กับ ร้านเติ๋งเติงขนมหวาน ตอนที่ 3

ตอนที่ 3 แยมแอปเปิ้ล


...โกโก้ในปากผม ตอนนี้ได้ถูกปล่อยเข้าสู่ปากพ่อมดน้อยตรงหน้า สายตาบ๊องแบ๊วยังคงส่องประกายตรงหน้าผม จนผมแทบลืมตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ พอริมฝีปากล่างเค้าหลุดออกจากปากผม ผมสังเกตว่าหน้าเค้าเปลี่ยนเป็นสีชมพู เค้าเอาสองมือจับแก้ม

"เจ้าชายครับ โกโก้อร่อยมาก แต่ทำไม ใจผมเต้นแรงขึ้น แล้วรู้สึกร้อนที่หน้ามากเลย"

"หืมมม จริงเหรอ"

ผมแอบขำท่าทางตรงหน้า นี่เค้าไร้เดียงสาหรือผมกำลังโดนทดสอบอะไรกันแน่นะ ตกลงนี่คงไม่ใช่โจรบุกร้านแล้วจริงๆสินะ คงต้องยอมรับว่าท่าทางเค้าที่ถามมันน่ารักมากๆเมื่ออยู่ในชุดพ่อมดนี่

เค้าเอามือผมไปจับตรงหน้าอกและแก้มโดยไม่คิดอะไร จริงหรออออ @__@
"ไม่เชื่อลองจับดูสิครับ"



"อยากกินอีกมั้ยล่ะ"

"ไม่เอาดีกว่าครับ ผมว่ามันแปลกๆ ผมไม่เคยเป็นแบบนี้ ทำไมตอนอยู่เทียนแลนด์ แบ่งของกินกับใครก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย ผมว่าโกโก้นี่มันผิดสูตรรึเปล่า"

"หึหึ เอาล่ะ งั้นเราขึ้นข้างบนกันเถอะ ผมก็อยากอาบน้ำนอนแล้ว เออ...ว่าแต่พ่อมดเค้าต้องนอนกันมั้ยเฟิงเฟิง"

"นอนสิครับ แต่ไม่ต้องอาบน้ำ เรามีเวทมนตร์ในการทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนชุด แต่ชุดที่เราใส่ก็แบบนี้แหละครับ ไม่เคยมีชุดแบบอื่นเหมือนพวกมนุษย์ทั่วไป"


พ่อมดเล่าด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ที่จริงเค้าก็ดูเป็นผู้ใหญ่มาก ถ้าเทียบกับคนทั่วไป แต่ว่าผมก็รู้สึกว่าเค้าดูเด็กน้อย ไร้เดียงสา เหมือนกับว่าในโลกของเค้าไม่มีเรื่องอะไรแบบที่มันแว๊บๆเข้ามาในหัวผมเลย..

ห้องนอนผมจริงๆก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก อยู่ชั้น 2 ของร้าน และมีห้องน้ำในตัว ผมอยู่คนเดียวจนเคย ไม่เคยคิดว่าจะต้องมีใครมาอยู่ด้วย ก็เริ่มจะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน 


"เอาล่ะเฟิงเฟิง งั้นผมไปอาบน้ำก่อน คุณก็จะเสกเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าอะไรก็ตามสบายนะ แต่ว่าจะใส่ชุดแบบนี้นอนจริงๆเหรอ"

"ทำไมพวกมนุษย์ต้องทำให้ยุ่งยากกันด้วยนะ ผมหน่ะไม่เข้าใจเลย อีกหน่อยถ้าเจ้าชายกลับไปครองเมืองเทียนแลนด์ของเรา แม่มดต้ามี่ฟื้นคืนความจำให้ เจ้าชายก็ไม่ต้องทำอะไรแบบนี้แล้วแหละ หรือว่าอยากให้ผมใช้คาถาเปลี่ยนชุดให้มั้ยครับ"

"ไม่ต้องดีกว่า ผมอยากอาบน้ำมากกว่า มันทำให้เราสดชื่นและสบายมากขึ้นหน่ะ เดี๋ยวผมมานะ ถ้าเสร็จแล้วคุณจะนอนก่อนก็ได้นะ คุณพ่อมด"

ผมไปอาบน้ำสระผม และก็ได้ยินเสียงโครมครามเล็กน้อยในห้อง พอผมออกไป ก็พบว่าในห้องถูกเปลี่ยนเป็นสีลูกกวาดสดใส และดูเหมือนทั้งห้องจะดูกว้างขึ้น เตียงก็ใหญ่ขึ้นจนนอนได้สองคนอย่างสบาย


"เจ้าชาย ชอบมั้ยครับ"

ผมกำลังเอาผ้าเช็ดตัวเช็ดหัวที่เปียกและมองการเปลี่ยนแปลงตรงหน้า พ่อมดน้อยยืนอยู่หน้าตัวผมที่นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวออกมา

"นี่ชุดอะไรอ่ะครับ เจ้าชายจะนอนชุดนี้เหรอ"

"เปล่านะเฟิงเฟิง เดี๋ยวผมไปแต่งตัวก่อน"

"เจ้าชาย บอกผมก่อนสิ ว่าชอบห้องที่ผมเปลี่ยนให้มั้ย"

คุณพ่อมดพุ่งเข้ามากอดผม เอาหน้ามาซุกไซร้ที่หน้าอกเปลือยเปล่าของผม

"เฮ้ย!!! เฟิงเฟิง คุณจะทำอะไร"

ผมยกมือกางออกเพราะเค้ากอดผมแน่น นั่นไม่เท่าเอาแก้มมาถูไถร่างกายผมอีกแล้ว

"เจ้าชายตัวหอมจัง ผมชอบ"

"เดี๋ยวสิ ผมจั๊กจี้ 555 ออกไปก่อนนะ เดี๋ยวๆๆ เอ้ย เฟิงเฟิง อย่าขยับตัวแบบนี้ ผ้าผมจะหลุด เอ้ย"


พ่อมดน้อยเอาหน้าซุกไซร้ไปมา และเอามือกอดแน่นในขณะที่ผมขยับจะหนี เมื่อดิ้นกันไปมาผลก็คือ ตอนนี้ผ้าขนหนูผมหลุดลงไปกองที่พื้นครับ และพ่อมดก็ดูไม่เข้าใจที่ผมพูด

"เจ้าชาย ทำยังไงตัวถึงจะหอมแบบนี้ เฟิงเฟิงชอบ"

ตอนนี้เค้าไม่ฟังเสียงผม เอามือลูบไล้และลากลงล่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกือบจะถึงตรงนั้น

"เจ้าชายถิง ผมไม่เคยสัมผัสใครแบบนี้มาก่อน เจ้าชายเนื้อแน่นจังเลยครับ ไม่เหมือนผมเลย"

"เดี๋ยวนะ เฟิงเฟิง ไปนอนที่เตียงก่อนนะ ผมขอใส่เสื้อผ้าก่อน ตอนนี้ผมยังตอบอะไรไม่ได้"

ก่อนที่อะไรๆจะไม่ได้การ ผมรีบบอกให้เค้าออกไปก่อน...
คุณพ่อมดก็ยอมถอยไปนั่งที่เตียง ทำหน้างงๆ สงสัย ผมถึงได้หยิบผ้าขนหนูมาพันตัวลวกๆ หยิบชุดนอนมาใส่ได้ทัน แล้วมานั่งข้างเค้า ทุกอิริยาบถของผมถูกมองอย่างตั้งใจ จนผมแทบจะเป็นคนอายแทน

"เฟิงเฟิง เป็นอะไรไป ทำไมเงียบล่ะ"

"ก็เจ้าชายไม่ตอบผมสักอย่าง งั้นผมขอใส่ชุดแบบนี้บ้างได้มั้ยครับ"

"ได้สิ แต่มันอาจจะหลวมนะ เดี๋ยวผมหยิบให้ แป๊บนึง"

ผมหันกลับไปที่ตู้เสื้อผ้า รื้อค้นสักพักก็หาชุดที่เคยเก็บไว้ เหมือนเป็นชุดเก่าที่เคยใส่เมื่อหลายปีก่อนเผื่อจะทำให้ขนาดพอดี แต่พอหันกลับมาก็ได้ยินเสียงพร้อมแสงสีขาว

"ฟูเฟิง ลีมูฟด้าาาาาาาา"

"เฮ้ย!!! คุณทำไมไม่ใส่เสื้อผ้า"

ร่างกายอวบขาวของพ่อมดน้อย กลายเป็นเปลือยเปล่า ตอนนี้ผมเห็นหมดแล้วครับ ใจผมเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อกี้ก็โดนจู่โจม ตอนนี้ยังมาเปลือยต่อหน้า นี่ถ้าเค้าเห็นว่าผมชอบดูหนังสืออะไรที่ลิ้นชักนั่น ผมจะทำยังไงกัน

"ก็เฟิงเฟิงจะใส่เสื้อผ้าของเจ้าชายไงครับ"


"แต่คุณก็ไปเปลี่ยนเองในห้องน้ำสิ อ่ะ นี่เสื้อผ้า"


"เฟิงเฟิงใส่ไม่เป็นอ่ะครับ ปกติเราไม่ใส่เสื้อผ้าเอง แค่เสกชุดก็มาแล้ว เจ้าชายใส่ให้หน่อยได้มั้ย"

"ห๋าาาา อะไรนะ!!!"

"ถ้าไม่งั้นเฟิงเฟิงก็ต้องนอนแบบนี้แหละครับ"

พ่อมดไร้เดียงสานี่ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กระเถิบตัวขึ้นไปนอน ที่หมอนโดยไม่แยแสว่าผมจะกำลังอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้านี่แค่ไหน เค้าหันหลังนอนตะแคงและหันก้นให้ผมแล้วทำเป็นหลับ

ผมเลยจำใจต้องก้าวขึ้นไปบนเตียง มองก้นที่โค้งสวยงามได้รูป นี่ถ้าเอามือไปลูบ เค้าจะรู้มั้ยว่าผมกำลังจะลวนลามเค้าเนี่ยะ

"งะ...งั้นผมใส่ให้นะ ลุกขึ้นก่อนสิ"

เค้าลุกขึ้นมานั่งยิ้มและมองหน้าผม...

โอ๊ยๆๆ ผมต้องกลืนน้ำลายอีกแล้ว เมื่อแก้มป่องๆนี่ยิ้มจนตาแทบจะปิด ร่างกายอวบขาวตรงหน้า มันดูหน้าสัมผัสไปทุกส่วน...อดใจไว้เหว่ยถิง สงบจิตสงบใจก่อน...

พอใส่เสื้อเสร็จติดกระดุมเรียบร้อย ทีนี้ก็เหลือกางเกง

"เอ่อ...เฟิงเฟิง ยืดขาออกก่อนได้มั้ย"

"นี่ครับ เจ้าชาย ลองจับท้องเฟิงเฟิงสิ มันไม่เป็นเนื้อแน่นๆเหมือนเจ้าชายเลย มันนิ้มนิ่ม"

พ่อมดนี่ไม่พูดพร่ำ เอามือผมไปลูบท้องเค้าอีก ผมใกล้จะบ้าแล้วครับ!!!

"เฟิงเฟิง อย่าทำแบบนี้ ที่นี่ไม่ควรทำแบบนี้"

"อ้าว!!!ทำไมล่ะ เอ๊ะ เจ้าชายผมรู้สึกใจเต้นอีกแล้ว แล้วดูสิ เจ้าชายก็เหงื่อออกด้วย ทำไมล่ะครับ"

ผมไม่รู้จะตอบยังไงดี แต่พอทักแบบนี้เริ่มทนไม่ไหวจริงๆ เลยประกบปากไปที่เค้าเพื่อให้หยุดพูดซะที ปากผมกับเค้าแทบจะประสานกันอย่างง่ายดาย ด้วยการโถมลงไปของผม ทำให้เค้านอนล้มลงไปที่เตียงอีกครั้ง...

"อื้อออ อื้ออออ เจ้าชาย"

ผมเงยหน้าขึ้นมองเค้าที่ตอนนี้หน้าแดงไปหมด...

ผมสะบัดหน้าอีกสองทีและรีบเอากางเกงใส่ให้

"เฟิงเฟิง นอนเถอะ ผมขอโทษด้วย"

ผมจับเค้านอน เอาหมอนข้างใบใหญ่คั่นไว้ แล้วปิดไฟ นอนหลับตาเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านอีก

ผมไม่รู้เค้ามึนงงอะไรมั้ย แต่เสียงเงียบมาก จนกระทั่งผมเห็นแสงแว๊บอีกครั้ง...

"ไคราฟ ฟรีด้า"

หมอนข้างลอยขึ้นตกลงไปข้างเตียง พ่อมดน้อยพุ่งเข้ามากอดผมแน่น พร้อมด้วยมีแนวเหมือนลูกโป่งสีขาวรอบๆเตียง

"เฟิงเฟิง ทำอะไรหน่ะ ปล่อยก่อนเถอะ"

"ไม่ได้หรอกครับ ผมต้องปกป้องเจ้าชาย นี่เป็นวงกลมแห่งความปลอดภัย และผมต้องกอดเจ้าชายไว้แบบนี้ ถ้าเราอยู่ด้วยกันแบบนี้พวกอสูรร้ายก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้ครับ"

"เอ่อ...นี่คุณต้องนอนกอดผมแบบนี้ทุกคืนเลยรึเปล่า"

"ใช่ครับ เพื่อความปลอดภัย"

"ผมว่าคุณจะไม่ปลอดภัยนะเฟิงเฟิง"

"ทำไมล่ะครับ ผมชอบกอดเจ้าชายแบบนี้ ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย"

เฮ้อ!!! เค้าจะรู้มั้ยว่าตอนนี้ในหัวผม มันคิดอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด ความฟุ่งซ่านเมื่อกี้กว่าจะตัดออกได้ แล้วนี่อะไร ความพยายามเมื่อกี้แทบจะพังทลายตรงหน้า เค้าจะกอดผมทั้งคืน บ้าไปแล้ว!!!...

"เจ้าชายครับ เมื่อกี้นี้ขอโทษทำไม แล้วก็ไม่เห็นมีของกินอะไร ทำไมเจ้าชายต้องเอาปากมาแบ่งของกินกับผมด้วย"

"เอ่ออออ...โลกของพ่อมดคุณนี่ เค้าไม่จูบกันเหรอ"

"จูบ จูบคืออะไรครับ แบบเมื่อกี้มนุษย์เค้าเรียกว่าจูบเหรอ"

"อืม...ใช่"

"แล้วทำเพื่ออะไรเหรอครับ ทำไมผมรู้สึกดีจัง มันทำให้เรามีความสุขเหรอครับ ทำไมตั้งแต่เจอเจ้าชาย สิ่งที่ผมเคยเจอมามันไม่เหมือนกันเลย"

"ก็เพื่อ...เอาเป็นว่า ถ้าเฟิงเฟิงชอบก็พอแล้วแหละนะ นอนเถอะ"

สรุปคือ คืนนั้นผมนอนไม่หลับเลยครับ วงกลมปลอดภัยอะไรนั่น ลอยเป็นวงสีขาวทั้งคืน ผมมองวงนั้นและมองหน้าใสๆของคนตรงหน้าอกผม มือที่วางพาดมา เค้านิ่มไปหมด พอตอนใกล้สว่างผมคงนอนต่อไม่ได้แล้ว เลยลุกขึ้นจับตัวเค้าให้พลิกนอนลงไป...

พ่อมดนี่ก็หลับขี้เซาเหมือนกันนะ แล้วบอกจะปกป้องผม กลายเป็นว่าผมปล่อยเค้านอน ลุกไปอาบน้ำแล้วเตรียมเปิดร้านจะดีกว่า...

พอเตรียมของเสร็จ ผมเลยเอาขนมปังและแยมแอปเปิ้ลที่ผมเตรียมจะกินตอนเช้าขึ้นมาบนห้องอีกรอบ...

พ่อมดน้อยตื่นและลุกขึ้นมาจ้องมองผมที่กำลังเอาแยมป้ายขนมปัง

"นี่อะไรอ่ะครับ อร่อยจัง"

เค้าเอานิ้วจิ้มลงไปที่ขวดแยมทั้งนิ้ว แล้วอมเข้าไปในปาก ดูดกินอย่างอร่อย...

"เฟิงเฟิง ใช้ช้อนสิ นี่เค้าเรียกว่าแยมแอปเปิ้ล เอาแอปเปิ้ลแดงมาทำหน่ะ ไม่เคยกินล่ะสิ ผมทำมาให้เป็นอาหารเช้า ลองดูนะ"

"นี่แหน่ะ!!!"

"เอ้ย เฟิงเฟิง คุณนี่!!!"

เค้าเอานิ้วมาป้ายแยมเป็นก้อนๆแล้วมาป้ายปากผม แก้มผม จนเลอะเทอะไปหมด

"อิอิ อร่อยๆๆ"

พ่อมดน้อยหัวเราะคิกคัก เค้าเอาปากมาดูดเลียที่หน้าผมอีก เช้านี้ของผม เริ่มวุ่นวายอีกแล้ววววว...เฮ้อ!!! 

"มานี่เลยๆ จะหนีไปไหน"

"ผิงกว๋อ เคราฟดร้าาาา"

พ่อมดน้อยหนีไปนอนบนเตียงแล้วเสกแอปเปิ้ลมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ผมมองภาพตรงหน้าแบบไม่สามารถละสายตาไปได้ ท่านอนเค้า แสงที่ส่องมากระทบตัว ปากอวบอิ่มที่กัดกินแอปเปิ้ลแดงนั่นอย่างมีความสุข มันทำให้ผมแทบทนไม่ไหว...

"ผมรู้จักแอปเปิ้ล มันอร่อยมาก เจ้าชายกินด้วยกันมั้ยครับ ผมจะแบ่งให้"

รอยยิ้มนี่ คำชวนเชิญนี้ ผมอยากกินพ่อมดมากกว่าแอปเปิ้ลแล้วนะครับ ช่วยด้วย!!!

.........................โปรดติดตามตอนต่อไป..................................

















วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ตอน เราจะข้ามเวลามาพบกัน Season 2 ตอนที่ 2

บทที่ 2 ห้องแห่งความลับ

สามวันแล้วที่ผมยังไม่ยอมลุกจากเตียงไปไหน ข้าวก็ไม่ค่อยกิน แม้แต่น้ำยังไม่อยากจะดื่ม ผมเหมือนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ที่จริงคือผมคิดถึงวัดต้ามู่มากกว่า ถึงแม้คนที่อยู่ตรงหน้า เค้าแทบจะขอร้องให้ผมกินข้าวและหลายครั้งที่ผมตื่นมาเห็นเค้าหลับฟุบข้างเตียง...

คนตัวโตออกไปทำงานตอนเช้าและพอกลางคืนก็มาเฝ้าผม แต่ผมไม่ยอมทำตามที่เค้าขอร้อง ผมแค่ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว วินาทีที่หมดสติและถูกคุณชายเอ้อร์หงทำร้าย มันทำให้ผมกลัว กลัวที่จะต่อสู้...

คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

"อย่าๆ ผมกลัวแล้ว"

"อู๋น้อยๆ ไม่เป็นไรนะ ชั้นอยู่นี่"

นายฉีซานลุกขึ้นมากอดผมไว้อีกเหมือนเคย อ้อมกอดเค้าอบอุ่นเสมอสำหรับผม จริงๆผมก็ไม่แน่ใจว่าอยากจากอ้อมกอดนี้ไปมั้ย แต่ว่าความกลัวในใจมันมีมากกว่า

"ฉีซาน ชั้นอยากกลับบ้าน"

"อู๋น้อย นายพูดแบบนี้มา 3 วันแล้วนะ จะให้ชั้นทำยังไง"

"นายก็ปล่อยชั้นกลับสิ"

"ไม่ได้ไง ก็ชั้นบอกแล้ว นายไม่เชื่อฟังชั้นอีกแล้วนะ ข้าวก็ไม่กิน ดูสิ นี่ก็ผอมลงอีก"

"นายฉีซาน ชั้นขอร้อง"

"อื้อออ อื้ออออ"

เค้ากดปากลงมาจูบ เอามือจับแก้มทั้งสองข้างไม่ให้หนีไปไหน และบดปากลงมาอย่างรุนแรง

"ปล่อยนะ อย่าทำแบบนี้"

"อะไรกัน คนรักกันจะจูบกันไม่ได้รึไง"

"ฉีซาน นายอย่าเป็นแบบนี้สิ นายก็เห็นว่าชั้นต้องโดนอะไรบ้าง"

"ก็บอกแล้วว่าชั้นจะปกป้องอู๋น้อยของชั้นเอง เฉินฉีซานขอสั่งไม่ให้นายไปไหน ต่อไปนี้ชั้นจะไม่ตามใจนายอีก ลุงฟุ!!! ลุงฟุ!!! อยู่แถวนี้มั้ย เอาข้าวต้มมา เดี๋ยวชั้นจะให้อู๋น้อยกินข้าว"


"ฉีซาน นายจะบ้าเหรอ ตอนนี้มันกี่ยามแล้ว คนทั้งบ้านเค้าก็หลับกันหมด เบาๆสิ"

"ก็นายมันอู๋น้อยจอมดื้อ ชั้นตามใจนายมาหลายวัน ต่อไปนี้จะไม่มีแบบนั้นอีกแล้ว ในเมื่อไม้อ่อนไม่เชื่อกัน ก็ต้องใช้ไม้แข็งนี่แหละ"

"ฉีซาน หยุดนะ อื้อออ นายจะทำอะไร ปล่อยสิ"

เค้ากดผมลงไปนอน พร้อมกดปากลงมาใหม่อีก ริมฝีปากครอบลงมามิดและโถมแรงลงมาจนผมต้านไม่ไหว จมูกเค้าเบียดจมูกผมไปมา ผมจึงอดไม่ได้ที่จะจูบตอบและเลิกต้านทานอีกต่อไป...พอทุกอย่างสงบ ผมก็เบือนหน้าไปอีกทาง

"นายชอบให้ชั้นบังคับสินะ ต่อไปจะกินข้าวดีๆหรือจะให้ป้อนถึงปาก"

"ฉีซาน นายมันบ้าอำนาจ"


"ฮึๆ ถ้าไม่ทำแบบนี้ จะรู้ได้ยังไงว่าอู๋น้อยจอมดื้อ ก็สงบเป็นเมื่อเจอพลังจูบ"

ผมไม่อยากเถียงเค้าแล้ว จึงหลับตาลงและคิดทบทวนแผนการณ์ในใจ ผมจะหาทางกลับเองก็ได้ ในเมื่อเค้าไม่ยอมบอก คอยดูเถอะ!!!

เช้าวันนั้นผมเปลี่ยนไปจาก 3 วันก่อนเป็นคนละคน ในเมื่อดันทุรังไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมจะต้องแข็งแรงเพื่อแก้ปัญหาเองให้ได้

"ฉีซาน ในเมื่อลายมือสกุลเอ้อร์ เรายังไปเอาไม่ได้ เราไปหากุญแจกันก่อนมั้ย"

"ห๋าาาา อะไรกัน พอกินข้าวได้ก็จะไปหากุญแจ เด็กคนนี้"

"ก็ชั้นอยากหาอะไรทำนี่นา อยู่แบบนี้มันน่าเบื่อออก หรือนายไม่อยากช่วยเพื่อนนายแล้ว ปู่ชั้นจะหายได้ยังไง แล้วเมื่อไหร่จะพาไปเจอปู่ที่นายว่าซะที"

"นี่อะไรกัน ลุงฟุเอายาอะไรให้นายกินหรือเปล่า ทำไมถึงได้ถามมาก อยากได้นั่นนี่แบบนี้"

สุดท้าย เค้าก็ยังยืนยันให้ผมอยู่เฉยๆ และกินข้าวจนกว่าจะแข็งแรงเหมือนเดิม อีกสองวันหลังจากนั้นกิจวัตรของผมก็เริ่มเข้าสู่แบบเดิม ช่วยลุงฟุ ทำกับข้าว ดูแลบ้านให้นายฉีซาน อ่านหนังสือ ดูแผนที่ จนกระทั่งผมไปอ่านเจอเลขพิกัดห้องลับที่เป็นอุโมงค์ใต้ดิน ที่มีกุญแจอยู่ พอเทียบกับแผนที่หลายๆอย่าง มันบ่งบอกว่าอยู่ที่นี่ ในเขตบ้านนี้...

ผมจึงแอบลุงฟุหาทางเข้าตามพิกัดที่อ่านได้ ซึ่งต้องเข้าไปในสวนหลังบ้าน และหลังหินก้อนใหญ่ที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีทางเข้าอยู่ที่นี่ ในที่สุดก็หาเจอ...


ผมค่อยๆเดินลงไป ทางใต้ดินนั่นมืดลงเรื่อยๆ คล้ายๆกับสุสานโบราณที่ผมเคยลงไปกับนายฉีซาน แต่นี่มีน้ำไหลข้างๆ มากกว่า เหมือนเป็นทางส่งน้ำสมัยก่อนด้วย...ตะไคร้น้ำเริ่มเยอะขึ้นและลื่นมากขึ้น จนในที่สุด ผมก็ลื่นล้มจนได้

"หลี่อู๋เสีย นะหลี่อู๋เสีย นายอย่ามาทำอ่อนแออีก ไม่งั้นจะไม่ได้กลับบ้านรู้มั้ย"

ผมกำลังจะลุกขึ้น แต่แล้วก็มีมือใหญ่มาปิดปากผมไว้

"อื้อออ อื้ออออ"

"อู๋น้อย นายจะทำอะไร???"


"อื้อออ อื้อออ"

ผมดิ้นอีกแล้ว ดิ้นสุดแรง จนตัวเปียกชุ่มน้ำและตะไคร้ไปหมดแต่คนตัวใหญ่ก็ยังไม่ปล่อยผม จนในที่สุดผมก็เหนื่อยและดิ้นไม่ไหว


"เมื่อไหร่จะหายดื้อ เด็กอะไรเนี่ยะ อู๋เหล่า นายมีหลานที่ดื้อจริงๆ"

ผมถูกเค้ายกขึ้นบ่า แล้วเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ สักพักก็ไปเปิดออกที่ห้องใต้ดิน มีไฟสีส้มสว่างอยู่กลางห้อง และมีช่องด้านบนที่มีแสงลอดเข้ามา มองออกไปเห็นสวนด้านหลังได้พอดี

ผมถูกวางลงบนโซฟาหนังตัวใหญ่สีน้ำตาลสะอาดข้างกำแพง ด้านตรงข้ามเป็นโต๊ะทำงานมีโคมไฟสวยงามและกองเอกสารจำนวนมาก รวมถึงหีบปริศนานั่น ตอนนี้ก็มาอยู่นี่แล้ว

ผมจับโซฟากำลังจะลุกขึ้น...นายฉีซานก็มานั่งข้างๆเอามือกันไว้ไม่ให้ลุก

"หยุดเลย อู๋น้อย นายกำลังบุกรุกห้องใต้ดินของชั้น"

"ห้องใต้ดินอะไร ชั้นมาเอากุญแจ"

"อู๋น้อย ชั้นบอกให้นายอยู่เฉยๆ ไม่เชื่อกันเลยใช่มั้ย"

"ก็นายไม่ทำอะไร ชั้นก็ต้องทำเองไง ไม่งั้นจะหาของเจอได้ยังไงล่ะ"


"มานี่เลย ผู้ใหญ่พูดไม่เชื่ออีกแล้วนะ มันต้องทำโทษให้หนัก"

เค้าจับผมปลดกางเกงออก ผมพยายามขัดขืนแล้ว แต่สู้แรงไม่ไหวจริงๆ เค้าจับผมพลิกกลับหลังอย่างง่ายดาย

"นี่แหน่ะ!!! ต่อไปจะดื้ออีกมั้ย"

"โอ๊ยๆๆ คนแก่บ้า ชั้นเจ็บนะ"

นายฉีซานตีก้นผมจนเจ็บไปหมด ผมถูกเค้ากดที่หลังจนดิ้นไม่ได้ ได้แต่ร้องและก็พูดออกมา

"ฉีซาน นายมันบ้า ถือว่าแรงเยอะ ชอบใช้กำลัง คนอะไร แก่ๆๆๆ"

"อู๋น้อย ถ้านายไม่หยุดว่าชั้นว่าแก่ล่ะก็ นายจะต้องเจ็บตัวกว่านี้"

"ไม่หยุดๆๆๆ ชั้นมันเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟังคนแก่ๆๆๆ"

"อู๋น้อย นายตั้งใจจะยั่วโมโหชั้นใช่มั้ย"


เค้าถอดกางเกงผมออกหมด แล้วพลิกตัวผมกลับมาประจันหน้ากันอีกครั้ง ผมเอามือยันหน้าเค้าไว้...

"คนแก่บ้า นายจะทำอะไร"

"อู๋น้อย นายนี่มัน!!!"

ผมเอามือเข้าปากเค้าแหวกปากออก เอานิ้วไชเข้าจมูก จนหน้าตาเหยเกไปหมด เค้าเอามือกดผมแต่ผมไม่ยอมแพ้ จนตอนนี้หน้าเค้ามันขำมาก ผมจึงหลุดหัวเราะออกไป...

"5555 ตลกจัง"

เค้าก้มหน้าลงมาใกล้ๆ ไม่ใช้แรงกดผมอีก แต่หน้าตาเหยเกจากมือผมยังอยู่ คราวนี้เค้าเลยทำหน้าทะเล้นช่วย

"555 ฉีซาน นี่มันขำแล้วนะ"

เค้าเอามือบีบแก้มผมทั้งสองข้าง แล้วช้อนตัวผมขึ้นนั่ง ผมเลยเริ่มคลายมือออก

"อู๋น้อย นายน่ารักมาก น่ารักจริงๆนะ ทำไมถึงชอบทำให้ชั้นเป็นห่วง"

ผมเอามือแหวกปากเค้าใหม่...

"เวลานายทำหน้าแบบนี้ก็น่ารักดีรู้มั้ย คุณปู่ 555"

"เดี๋ยวเถอะ เด็กคนนี้"


เค้าเอาสองมือมาดึงแขนผมลงอย่างช้าๆ พร้อมกับปลดกระดุมเสื้อผมออกแล้วถอดเสื้อออกหมด 

"ชุดนายเปื้อนหมดแล้ว เดี๋ยวเปลี่ยนชุดก่อนนะ"

เค้าเดินไปเอาเสื้อคลุมที่แขวนไว้แล้วเดินมานั่งข้างผมที่นั่งกอดเข่าและมีแค่กางเกงในตัวเดียว เค้าเอามือจับขาผมลง ผมเอามือกอดอกไว้

"จะอายอะไรอีก ทำเหมือนชั้นไม่เคยเห็นไปได้"

"ก็นายหน่ะ...คนแก่บ้า"

"อู๋น้อย นายเป็นคนเริ่มเองนะ ตอนแรกว่าจะปล่อยไปแล้ว แต่บอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าว่าชั้นแก่นายจะต้องโดนลงโทษ"

คนตัวโตเอาเสื้อคลุมวางไว้ที่พื้นแล้วกดผมลงนอนทันที เค้าถอดเสื้อตัวเองออก ล็อคแขนผมไว้ทั้งสองข้าง เอาวางไว้เหนือหัว แล้วก้มลงมาจูบที่หน้าอกผม พร้อมกับขึ้นมานั่งคร่อมผมไว้

"อ๊าาา ฉีซาน อ๊าาาา"

ตัวผมถูกเค้าทั้งจูบ และดูดคลึง เลียยอดอกและขบกัดจนแดงไปหมด เค้าเลื่อนจูบลงมาที่ท้องน้อย ดูดขึ้นลงไม่หยุด ผมแอ่นตัวตามแรงดูดที่เค้าดึงขึ้น

"อื้มมม อื้มมมม"

สักพัก เค้าก็เอามือปลดเข็มขัดและรูดซิบกางเกงลง พร้อมกับดึงส่วนแก่นกายออกมา มันพร้อมที่จะรุกไล่ผมอยู่แล้ว นายฉีซานไม่รอช้า ปลุกอารมณ์ผมด้วยมือมาที่ส่วนนั้นของผม กางเกงในถูกดึงลง พร้อมการคลึงส่วนนั้นไปมา จนผมบิดตัวและร้องไม่หยุด

"อื้อมม อื้อมมม"

พอเค้าเอาแก่นกายพร้อมที่จะใส่เข้ามายังช่องทางด้านท้าย ผมยกขางอขึ้นตอบรับจากการปลุกปั่นอารมณ์ของเค้า

"อ๊าาา อ๊าาาาา"

"อู๋น้อย นายน่ารักมากจริงๆ"

"เจ็บ อ๊าาา"

"อืมม อู๋น้อย"

"ฉีซาน อ๊าาา อ๊าาาา"

กินเวลาพักใหญ่เลยที่ผมโดนปู่บ้าอำนาจลงโทษจนเจ็บไปหมด แต่นั่นก็เพราะผมเต็มใจและยินยอม ช่วยไม่ได้ เค้ามากระตุ้นผมจนผมทนไม่ไหว นี่คือการลงโทษจริงเหรอ...หรือว่าไม่ใช่...สุดท้ายผมและเค้าก็หมดแรงนอนลงบนโซฟาในห้องนั้น

นายฉีซานทับลงมาบนตัวผม...

"หนัก!!! ปู่บ้า"

"อู๋น้อย นายเรียกว่าอะไรนะ"

"คนแก่!!!"

"ไม่เข็ดใช่มั้ย"

เค้ากำลังจะลุกขึ้นแต่ผมกอดคอเค้าไว้ให้นอนลงก่อนแล้วกระซิบถามว่า

"ตกลงนายได้กุญแจมาแล้วใช่มั้ย"

"อื้อ ได้แล้ว อยู่บนโต๊ะนั่นไง บอกแล้วเด็กดื้อชอบหาเรื่องใส่ตัวสินะ"

"ถ้าไม่หาเรื่องจะมาอยู่ในห้องนี้กับนายได้ยังไง คนแก่ชอบสั่ง แต่ชั้นก็ชอบห้องนี้นะ มันดูลึกลับดี"

ผมจูบแก้มพร้อมกับขบที่ใบหูเค้าไปหนึ่งที

"ทำแบบนี้แสดงว่าอยากโดนลงโทษอีกแล้วสินะ"

ผมหวังว่าเสียงแห่งความสุขของผมกับเค้าคงไม่ลอดขึ้นไปข้างบนนะ เพราะเย็นนั้น ผมแทบไม่ได้หายใจ...

แต่ในที่สุดแผนการณ์ของผมที่จะรวบรวมของก็สำเร็จไปอีกขั้น ถึงแม้ว่าจะแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ตอนนี้ผมมีความสุขก็พอแล้ว ที่เหลือค่อยคิดก็แล้วกัน...

....................................โปรดติดตามตอนต่อไป............................









วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

ออฟฟิศนี้ที่ปรารถนา

ออฟฟิศนี้ที่ปรารถนา

ประธานถิง : ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง และมีความลับหลายอย่างแอบซ่อนเอาไว้ ความต้องการของเขาไม่เคยมีวันสิ้นสุด คร่ำเคร่งกับการทำงานในช่วงกลางวัน แต่พอตกกลางคืน ไม่มีวันไหนที่เขาจะไม่ปรารถนาเรื่องนั้นเลยจริงๆ

เลขาอี้เฟิง : เขาเพิ่งเรียนจบปริญญาโทด้านการจัดการ เข้าทำงานในบริษัทนี้ในตำแหน่งเลขามาได้เพียงอาทิตย์เดียว ด้วยหน้าตาที่น่ารักและสายตาที่บ๊องแบ๊วทำให้เขาได้เข้าทำงานทันทีที่มาสมัครทั้งๆที่มาสมัครตำแหน่งอื่น แต่ประธานถิงให้เขามาเป็นเลขาและเขาก็ถูกใจเจ้านายตัวเองตั้งแต่แรกเห็นเช่นกัน

ตอน :  ทำโอที


"เลขาเฟิง ผมขอน้ำเย็นแก้วสิ"

เสียงท่านประธานถิงกดโทรศัพท์สายในมาบอกผมที่นั่งทำงานที่โต๊ะด้านนอก ผมมองดูนาฬิกา นี่มันก็สองทุ่มแล้ว พนักงานทั้งหมดกลับกันไปหมดแล้ว เป็นที่รู้กันว่าประธานถิงจะทำงานจนถึงมืดค่ำ ไม่เคยกลับเร็วเลย ยกเว้นว่าจะมีนัดลูกค้าหรือเจรจาธุรกิจในตอนเย็น มีคนบอกผมไว้ 

แต่ตอนแรกๆที่มาทำงาน ผมกลับบ้านก่อน สุดท้าย ผมถูกประธานถิงเรียกไปต่อว่าอย่างแรงจนทุกคนในออฟฟิศได้ยินกันหมด ฝ่ายบุคคลคาดโทษผมไว้ว่าไม่ควรเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก...วันนี้เลยเป็นวันแรกที่ผมอยู่รอให้ประธานถิงกลับ ฝ่ายบุคคลบอกว่าผมสามารถเบิกโอทีได้แน่นอน ผมเลยนั่งทำงานเงียบๆ แต่ในสมองก็คิดถึงคำพูดและท่าทางเมื่อบ่ายนี้ที่เอาแฟ้มเข้าไปให้เขาเซ็นต์

"เลขาเฟิง วันนี้ห้ามกลับก่อนผม คุณเข้าใจแล้วนะ"

"ครับท่านประธาน"

 เค้าดึงเนคไทผมจนทำให้ตัวผมแทบจะล้มไปหาเค้า แต่ผมเอามือดันที่โต๊ะไว้ เลยทำให้หูผมอยู่ที่ปากเค้าพอดี เค้าเลยกระซิบว่า

"เลิกงานแล้วผมขอเนคไทนี่นะ"

ผมแทบไม่ขยับตัว หันมามองหน้าเค้า ปากแทบจะชนปากแต่แล้วเค้าก็ปล่อยมือจากเนคไทก่อน

"คุณออกไปได้แล้ว ถ้ามีอะไรผมจะเรียกเอง"


ผมไม่คิดว่า...ผมจะมาเจอเจ้านายแบบนี้...เพราะในช่วงเกือบอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานกับเขา ประธานถิงดูเก่ง ฉลาด และผมรู้สึกได้ถึงสายตาเขาที่จ้องมาที่ผม มันเหมือนเค้าจะกลืนผมเข้าไปอย่างงั้นแหละ แต่มันก็ยังไม่แน่ใจจนกระทั่งเมื่อบ่ายนี้!!! เอาล่ะ ตอนนี้ผมต้องไปเอาน้ำเย็นให้เค้าสินะ 


พอผมเข้าไปในห้องประธานถิง เค้าปิดแฟ้มลงเก็บทุกอย่างจนโต๊ะโล่งเหมือนว่าจะเลิกงานแล้ว ผมจึงเอาแก้วน้ำไปวางบนโต๊ะ

"เลขาเฟิง จำที่ผมบอกเมื่อบ่ายได้มั้ย"

"อ้อ ครับ ประธานเลิกงานแล้ว ผมก็กลับได้แล้วใช่หรือเปล่าครับ"

"ไม่ใช่!!! มานี่!!!"


เค้าตวาดผมเสียงดังมาก จนผมสะดุ้งตกใจ เลยต้องเดินไปยืนข้างๆเค้าที่ใช้สายตาบ่งบอกว่าให้ผมไปอยู่ตรงจุดไหน


"ถอดเนคไทออก"

ผมทำตามที่เค้าสั่ง ยื่นเนคไทไปให้ ประธานถิงรับไปแล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก

"วันหลังไม่ต้องใส่เนคไทแล้วนะ ผมอนุญาต"

"ครับ ท่านประธาน"

สักพักประธานถิงก็เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ เค้าไม่ได้กินนะแต่เอามาราดบนตัวผม

"ประธานครับ อะไรกัน???"

ผมตกใจรีบเอามือเช็ดๆและกำลังจะเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชู่บนโต๊ะเค้ามาเช็ดอีก

"เลขาเฟิง อย่ายุ่งกับของบนโต๊ะผม"

ผมหยุดยืนนิ่งและกัดริมฝีปากแน่น ประธานถิงเค้าพยายามจะทำอะไรกันแน่นะ

"ผมจะช่วยเช็ดให้ คุณมานั่งนี่สิ"

เค้าตบเบาะที่ตัวเองนั่ง แล้วแยกขาออกเหมือนให้ผมนั่งลงบนตัวเค้า

ตอนนี้ใจผมเต้นแรงมาก...จากสายตาเค้ามันบ่งบอกชัดเจนว่าต้องการอะไร

ผมจึงไปนั่งคร่อมบนขาเค้า ประธานถิงปลดกระดุมเสื้อผมออกทีละเม็ดๆและดึงเสื้อออกจากกางเกง จนกระทั่งเอาเสื้อออกจากตัวผม แล้วโยนไปที่พื้น

"เอ่อ...ประธานครับ ผม..."

"ทำไม คุณไม่ชอบผมเหรอ"

"เอ่อ...ปะ...เปล่าครับ...ผม...เอ่อะ...ชอบ..."

"ผมเห็นแววตา เห็นปากนี่ ผมก็รู้ว่าคุณชอบผม"

ประธานถิงเอานิ้วโป้งมาลากไปที่ริมฝีปากล่างขณะที่พูดไปด้วย

"เข็มขัดนี้ ผมก็ขอนะ"

เค้าเอามือปลดเข็มขัดแล้วดึงมันออกอย่างง่ายดาย ผมขยับตัวเข้าไปใกล้อีก เพราะเกือบจะตกจากหน้าขาเค้าลงไปแล้ว

"ประธานก็ชอบผมเหรอครับ"

"ถามอะไร แบบนั้นล่ะเลขาเฟิง ผมต้องการคุณก็พอแล้ว" 

เขาไม่ตอบอะไร แต่เอานิ้วชี้มาลากตรงยอดอกด้านขวาของผม วนเป็นวงเรื่อยๆ ผมเริ่มขยับตัวเล็กน้อย กัดริมฝีปากแน่นอีกครั้ง...เค้าก็หยุด

"ประธาน...ผม"

"ตกลงเป็นคุณสินะที่ต้องการ"

ประธานถิง เอามือปลดเปลื้องเสื้อตัวเองออกและปลดเข็มขัดออกอย่างรวดเร็ว...

ไม่น่าเชื่อว่าภายใต้เสื้อผ้าเนี๊ยบนั้น จะเป็นกล้ามเนื้อแน่น และหน้าท้องที่มีลอนชัดเจน ผมมองแบบอิจฉา เพราะรู้ว่าตัวเองนั้นไม่แข็งแรงเท่าเค้าแน่นอน

ขณะที่ผมกำลังมองอย่างเลื่อนลอย ประธานก็เอามือมาลูบไล้ที่แขนทั้งสองข้างของผม และเริ่มเอาลิ้นมาเลียรอบยอดอกและขบเล่นตรงส่วนเม็ดด้านขวาเบาๆ

"อ๊าาาาา" 

ผมเผลอร้องออกไปตอนที่ประธานขบมันครั้งแรก หลังจากที่ใช้ลิ้นเลียก่อนแล้วหลายครั้ง


ผมเอามือกอดคอเค้าไว้และกดให้หน้าเค้าเข้ามาแนบชิดกับส่วนอกของผมแน่นขึ้น ประธานดูพอใจและดูดคลึงไปทั่ว

"อื้ม เลขาเฟิง อื้ม..."

ผมได้ยินเสียงประธานเรียกอู้อี้อยู่กับส่วนอกของผมไม่หยุด ผมเริ่มทนไม่ไหว จึงเอามือไปปลดกางเกงตัวเองออกและรูดซิบลง ประธานรู้ทันทีว่าผมต้องการอะไร เค้าเอามือล้วงเข้าไปด้านในและสัมผัสส่วนนั้นของผมที่กำลังเริ่มขยายตัวและอีกมือก็ดันตัวผมให้ชิดเขามาอีก

มือเค้ารูดส่วนแกนขึ้นลงเป็นจังหวะที่แรงและเร็ว ส่วนปากก็ยังเริ่มไซร้มาที่ซอกคอ ผมงอตัวลงเพื่อรับกับริมฝีปากที่ต้อนขึ้นมาเรื่อยๆ

"อ๊าาาาาา"

ผมลูบไล้ส่วนหลังเค้าไม่หยุด เหมือนกระตุ้นให้เค้าอย่าหยุดเร่งเร้าผม

มือเค้ายังคงทำหน้าที่ต่อไปจนกระทั่งถึงจุดที่ผมทนไม่ไหว ปลดปล่อยของเหลวออกมาด้านนอก

"อ๊าาาาาาา"

ริมฝีปากผมดูดและดึงริมฝีปากเค้าออก พร้อมบดจูบลงไปอีกครั้งจนเก้าอี้ที่มีล้อเลื่อนนี่ถูกเลื่อนไปติดพนัง ประธานยกผมขึ้นบนโต๊ะ พร้อมถอดกางเกงผมลงมาแค่ที่เข่า ผมปลดกางเกงเค้าออกและแหวกมือเข้าไปดึงส่วนนั้นออกมาเช่นกัน...

ประธานถิงกดผมลงไปที่โต๊ะ และกดมือผมลงที่ข้างตัว

"เลขาเฟิง ต่อไปคุณก็เป็นคนของผมแล้ว เข้าใจมั้ย"

ขาผมถูกแยกออกและช่องทางด้านหลังถูกนิ้วมืออันแข็งแรงค่อยๆแหวกออก...

"โอ๊ย...ประธานถิง"

ผมเบือนหน้าไปอีกทางและกัดฟันแน่น

"อีกนิดนึงนะ"

ประธานใส่ส่วนของเขาเข้ามาในตัวผมอย่างช้าๆ โดยที่ตัวเค้ายืนโค้งลำตัวมากดผมไว้

"อึกกก อึกกก อีกนิด อีกนิดนะเลขาเฟิง"

"ครับ ประธาน อื้ออออ.."

แรงที่ใส่เข้ามาทำให้ผมเจ็บแทบขาดใจ แต่ก็รู้ว่าผมกับเค้าเราพอใจกันทั้งคู่ จนกระทั่งทุกอย่างหยุดนิ่ง นี่เองสาเหตุที่ทำไมประธานถิงถึงเก็บของบนโต๊ะทุกอย่างออกไปหมด ผมยังคงกึ่งนอนอยู่บนโต๊ะ ถึงแม้ห้องนี้จะมีแอร์ แต่เราก็เหงื่อซึมจนตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่

ประธานช้อนตัวผมขึ้นนั่ง ใส่กางเกงให้และเอาเสื้อมาใส่ให้ แต่ไม่ติดกระดุม ตัวเค้าก็แต่งตัวอย่างง่ายๆ แล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้เลื่อนมาที่ตัวผมซึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะเหมือนเดิม

"ต่อไปนี้นะเลขาเฟิง...คุณจะต้องทำงานล่วงเวลาด้วย"

"อะไรนะครับ ท่านประธาน"

"ใช่ เดี๋ยวตามผมกลับคอนโด ผมจะสั่งงานคุณอีก"

"เอ่อ...ครับ"

"แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วตามผมมา"

ประธานถิงหยุดยืนรอผม แล้วผมกับเค้าก็ออกจากออฟฟิศไปพร้อมกัน นี่ผมต้องทำงานอีกเหรอเนี่ยะ...ผมจะไปฟ้องใครได้ ในเมื่อผมเต็มใจมาทำงานกับเค้าเองนี่นา...


.............................จบตอนแล้วค่า.................................

 

 



 







 

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

Tough love "นี่หรือ...คือรัก" ตอนที่ 1


"ความรักที่ดี สำหรับผม คือ การได้รักคนดีๆ ได้รับความรักดีๆ แบบนี้ไม่ใช่หรือครับ???"

หมอหลี่อี้เฟิง : นายแพทย์หนุ่มจบใหม่ไฟแรง บ้านมีฐานะ เปิดคลินิกรักษาคนไข้ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

มือปืนรับจ้างเฉินเหว่ยถิง : เป็นเด็กกำพร้า ที่รับจ้างเป็นมือปืน แล้วแต่งานที่มีคนมาจ้าง อยู่แก๊งค์นักเลงทำทุกอย่างที่หัวหน้าสั่งลงมา

หากคนสองคนที่แตกต่างกันขนาดนี้ ต้องมาพบเจอกัน ใครจะคิดว่าเค้าจะรักกันได้นะ???

ติดตามได้ใน Tough love "นี่หรือ...คือรัก"

ตอนที่ 1

"Shotgun wound"

"เปิดสิเปิด เปิดเดี๋ยวนี้!!!"

"หมอ หมอ จะเปิดดีๆหรือจะให้ยิงประตูเข้าไป...ห๋าาาา!!!"

"อะไรกันครับ ใครหน่ะ คลินิกปิดแล้ว นี่ผมลากประตูลงขนาดนี้ ยังจะมาโวยวาย"

"เฮ้ย!!! หมอ เปิด!!!"

เสียงเขย่าประตูเหล็กด้านหน้าคลินิกผมยังดังไม่หยุด จนผมต้องเปิดประตูกระจกด้านในและลากประตูเหล็กขึ้น.....

"โอ๊ย!!! นี่มันอะไรกันคุณ ปล่อยสิ ปล่อย"

มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ จู่ๆก็ลากผมกลับเข้าไปในคลินิกและลากประตูกลับลงมาเหมือนเดิม ล็อคทุกอย่างก่อนที่จะเหวี่ยงผมไปที่พื้น

"คุณเป็นใครหน่ะ!!! จะทำอะไรผม ปิดหน้าทำไม ผมจะแจ้งตำรวจ"

ไม่ทันขาดคำ ปากกระบอกปืนพกจากชายปิดหน้าเป็นไอ้โม่งนั่นจ่อมาที่ผมทันที

"จะเงียบหรืออยากจะกินลูกปืนนี่"

"เอ่อ...ใจเย็นๆนะคุณ ผมเงียบก็ได้ นั่น!!!เลือดไหลใหญ่แล้ว ขอผมดู..."

ผมกำลังจะลุกขึ้นไปดู แต่ก็โดนตวาดกลับ พร้อมจ่อปืนมาใกล้อีก

"หยุด!!! จะทำอะไร"

"คุณจะให้ผมรักษาไม่ใช่เหรอ ถึงได้มาที่นี่ ขอผมดูหน่อย"

"ใช่!!! แต่หมอห้ามแจ้งตำรวจ ไม่งั้นหมอได้เจอลูกปืนนี่แน่"

"ได้ๆๆ ผมรักษาคุณก่อน ดูสิ เลือดชุ่มออกมาที่เสื้อหมดแล้ว คุณไปนั่งที่เตียงในห้องตรงนั้นสิ"

"หมอห้ามตุกติกนะ จำไว้!!! อยากตายก็ลองดู"

ชายปิดหน้าร่างยักษ์ยังคงเล็งปืนมาที่ผม แต่อีกมือจับที่เสื้อชุ่มเลือดตลอด...

เมื่อเค้าขึ้นไปนอนบนเตียงทำแผล ผมก็เตรียมอุปกรณ์สำหรับทำแผลที่ถูกยิง ผมเดาเอานะ คนแบบนี้ไม่พ้นมีเรื่องและโดนยิงมาแน่ๆ...

"หมอ ทำอะไร นานไปแล้ว เร็วๆสิ"

"งั้นผมต้องตัดตรงนี้ แล้วถอดเสื้อคุณออกก่อนนะ"

"จะทำอะไรก็รีบๆทำ ผมไม่ไหวแล้ว"

มือเค้ายังถือปืนแน่น เล็งมาที่ผม ผมตัดสินใจ เอามือไปจับปากประบอกปืนให้ลดระดับลง

"หมอต้องช่วยคนก่อน คุณวางใจได้ ว่าแต่ผมขอเอาผ้าที่พันหน้าคุณนี่ออกได้มั้ย จะได้หายใจสะดวก"

"ไม่!!! หมอทำแผลนี่ก็ทำไป อย่ามายุ่ง"


ผมเลยจำเป็นต้องตัดเสื้อที่เป็นแนวแผล และทำให้สามารถถอดเสื้อยืดสีดำบนตัวเขาออกได้ แผงอกที่แข็งแรง มีบาดแผลหลายรอยมาก และตรงส่วนที่มีเป็นแผลถูกยิง อยู่ค่อนมาทางขอบกางเกงด้านขวา...

ผมตัดสินใจรูดซิบกางเกงออกและกำลังจะแหวกกางเกงให้หลวมขึ้น..

"หมอ จะลวนลามหรือไง!!!!"

ตอนนี้ไม่มีปืนจ่อแล้ว เค้าเอามือวางปืนและวางแนบข้างตัว


"นี่คุณ!!! มีแผลขนาดนี้ยังคิดว่าผมจะทำอะไรแบบนั้นรึไง"

ผมค่อยๆเอามือสอดเข้าที่ขอบกางเกงและดึงลงนิดนึง

"คุณ...ขยับให้หน่อย แผลมันอยู่ต่ำ ผมต้องทำความสะอาดและใส่ยาชาด้วย"

เค้าค่อยๆขยับตัวช่วยให้ผมขยับกางเกงลงได้นิดหน่อย จึงเห็นว่าเค้ามีรอยสักรูปไม้กางเขนตรงใกล้ๆกับแผลพอดี ยิ่งมองยิ่งรู้สึกแปลกๆ อยากเอามือไปสัมผัสมัน เฮ้ย!!! หยุดๆๆ คิดอะไรเนี่ยะ...

ผมจึงเริ่มลงมือจัดการกับแผลตามขั้นตอนที่เรียนมา แต่ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยทำแผลถูกยิงแบบนี้มาก่อนเลย เรียนมาแบบเป็นทฤษฎีเท่านั้น...

ตอนทำแผลผมรู้สึกว่าเค้าเริ่มเงียบลง เหลือแค่เสียงหายใจและส่วนอกที่ยังกระเพื้อม ทำให้รู้ว่ายังไม่เป็นไร...

"คุณ!!! คุณ เป็นไงบ้าง เสร็จแล้วนะ"

ไม่มีเสียงตอบ ผมจึงเปิดผ้าพันหน้าเค้าออก...

อืม...หน้าตาดีเหมือนกันนะ ไอ้โม่งคนนี้ เค้าหลับตาเหมือนคนหลับสนิท ลมหายใจปกติ เลยคิดว่าไม่น่าห่วงมาก ให้เค้าพักสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

ผมเริ่มมองใบหน้าและร่างกายนี้...ผมก็เจอคนไข้มาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นคนมีแผลเป็นตามตัวเยอะแบบนี้เลย

มือผมเริ่มอยากลองสัมผัสอีกแล้ว ไม่เป็นไรมั้ง??? เค้าหมดสติอยู่นี่นา...

นิ้วมือผมลูบเบาๆที่แผลตรงส่วนกล้ามเนื้อหน้าอก ตรงนี้แผลเป็นยาว จนมีความนูนออกมาบางช่วง นี่ก็มีแผลอีก. ผมเริ่มลากนิ้วไปเรื่อยตามแผลที่อยู่บนหน้าอกนั้น...

เอ๊ะ!!! พอผมมองไปใกล้ๆที่หน้าผากเค้า เหมือนมีรอยแผลเป็นรอยนึงด้วยนะเนี่ยะ...


ฉับพลันนั้น มือใหญ่จับคอผมกดลง...ปากผมบดเบียดไปกับปากเค้า

"อื้ออออ...อื้ออออ"

ปากเค้าแทบจะรวบริมฝีปากผมไว้หมด ลมหายใจร้อนปะทะจมูกผมอย่างแรง...พอเค้าปล่อยมือออกนิดนึง

ผมรีบถอนปากออก...

"คะ...คุณ อื้อออออ"

เค้ากดหน้าผมลงอีกครั้ง แขนเค้าแรงเยอะกว่าผมมาก ผมพยายามเอาสองมือมาดันที่ตัวเค้าแล้ว แต่ก็ไม่สามารถขัดขืนได้...

ลิ้นเค้าแหวกผ่านเข้ามาในโพรงปาก พร้อมควานเข้ามาแตะที่ลิ้นผม และเริ่มชอนไชเข้าหากระพุ้งแก้ม ตวัดเกี่ยวที่ลิ้นผมอย่างชำนาญ แตะเข้าออกสลับกับการกดปากผมลงเป็นระยะๆ...

"อื้ออออ..."

ผมตกใจมากตอนนี้ ผมไม่เคยถูกทำแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆนะ ในชีวิต!!!

ผมเหมือนถูกเค้าดูดกลืนปากตลอดเวลาอย่างรุนแรง...จนในที่สุดผมก็ดันตัวเองหลุดออกมาจากเตียงคนไข้ได้...เอามือเช็ดปากที่มีน้ำลายเปรอะนิดหน่อย จับที่ปากที่เหมือนบวมเจ่อเล็กน้อย

"คุณทำอะไร!!!"

"ฮึๆ"

เค้าไม่ตอบอะไร มีแค่เสียงหัวเราะออกจากลำคอ...

ผมกำลังจะถอยออกไป เค้ายกปืนขึ้นเล็งมาที่ผมอีก

"จะไปไหน!!! มานี่"

ผมเลยจำใจต้องเดินเข้าไปยืนข้างเค้า

"ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมจะค้างที่นี่"

"ฮะ!!! อะไรนะ!!!"

ตอนนี้ใจผมมันเต้นแรงมากเหมือนจะดังออกมา ผมจะหมดแรงยืนตรงนั้น ไอ้โม่งนี่เป็นโจรมาจากไหน ผมจะแจ้งตำรวจยังไงดี...ต้องหาทางให้ได้ แถมผมโดนจูบไปแล้ว....ไอ้บ้านี่จะมานอนค้างอีก ขนาดเจ็บแผลนี่ยังแรงเยอะขนาดนี้...ปล่อยไว้แบบนี้ไม่รู้เค้าจะทำอะไรผมอีก

"หมอ...ทำไมใส่ยาชาแล้ว แต่ผมยังรู้สึกล่ะ"

"อะไรคุณเจ็บแผลเหรอ!!! แผลนี่ผมปิดอย่างดีแล้วนะ"

เค้ายังจ่อปืนมาที่ผม แต่ลืมตาขึ้นมามองหน้า

"ช่วยหน่อยสิ!!!"

เค้าเอาปืนชี้ไปส่วนกลางลำตัว ผมไม่ทันสังเกต ตอนนี้มันกำลังโตคับกางเกงที่ยังหลวมอยู่แต่ด้านในกางเกงในนั่นแทบจะระเบิดออก...

"ไม่!!! คุณจะบ้าเหรอ"

"หมอเป็นคนเริ่ม"

"ไอ้โจรโรคจิต!!!"

"5555 ใครกันแน่โรคจิต!!!"

เสียงหัวเราะดังลั้นนั่น ทำให้ผมเริ่มอาย นี่เค้าเหมือนจะรู้ว่าผมลูบแผลเค้าและเหมือนจะรู้ว่าผมอยากสัมผัสรอยสักเค้าด้วย....บ้าจริง!!!!

..................................................โปรดติดตามตอนต่อไป......................................................................

















วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ภาคพิเศษ ตอน เราจะข้ามเวลามาพบกัน season 2

บทที่ 1 ลายมือสกุลเอ้อร์



....ตอนนี้อะไรหลายๆอย่างในตัวผมมันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทั้งอารมณ์ความรู้สึก ทั้งบรรยากาศรอบๆตัว ผมรู้สึกตัวเบาๆ และไม่ร้อนข้างในเท่าเดิมแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นความสงบและสติที่เริ่มกลับคืนมา ผมอยู่ในชุดกี่เพ้าแดงที่คนตัวใหญ่ตรงหน้าบังคับใส่มันลงมาให้ แปลกมากที่มันดูเข้ากับร่างกายผม ผมกลายเป็นคนใส่ชุดแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่!!! ไม่สิ!!! ผมกลายเป็นคนยอมเค้าแล้วก็ไปยั่วเค้าแบบที่ทำมาได้ยังไงกัน...ตอนนี้ผมอยากถอดชุดนี้ออก แล้วแต่งตัวแบบเดิม...

"อึ้ยๆ ทำไมล่ะ ทำไมถอดไม่ออกเลย นายฉีซาน"

ผมมองเค้าที่ยังนอนเอกเขนกบนเตียงสบายใจ ทำเป็นแกล้งหลับตาด้วย แต่ผมรู้ว่าเค้าฟังผมอยู่ ผมจึงเข้าไปเขย่าตัวเค้า...

"นี่!!! นายฉีซาน ทำไมมันถอดไม่ออกล่ะ ชั้นจะกลับห้องแล้ว เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี"

เขาแกล้งลืมตามาข้างนึง แล้วพูดออกมา

"จะถอดทำไม ก็สวยเหมาะกะนายดีออกไง ชั้นบอกแล้ว อู๋น้อย มันเป็นของรับขวัญฮูหยินเฉินฉีซาน"

"นายจะบ้าเหรอ ใครจะไปเป็นฮูหยินนาย ชั้นถอดไม่ได้ ฮึ้บ!!!"

ผมพยายามจนเหนื่อย คนตัวโตยังคงนอนอมยิ้มเฉยๆ

"นายฉีซาน นายถอดได้ใช่มั้ย นายใส่ได้ นายก็ต้องถอดได้สิ ถอดให้ชั้นหน่อยนะ"

"อะไรนะ!!! อู๋น้อย นายอยากให้ชั้นถอดให้เหรอ"

คราวนี้ลืมตามามองกันได้ซะทีนะ นายฉีซานยิ้มมุมปาก

"อื้ม ก็ชั้นถอดไม่ออกนี่นา ชั้นจะได้ใส่ชุดเก่าแล้วกลับห้อง"

"ถ้างั้น...ชั้นถอดให้แต่ไม่รับประกันหลังจากนั้นนะ ว่านายจะได้กลับห้อง"

"นายฉีซาน!!! นายนี่มัน!!!"

ผมนั่งโมโห ทั้งเหนื่อยที่ถอดชุด ทั้งเอือมใบหน้าเจ้าเล่ห์นั่น แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากยื่นมือออกไป...

คนตรงหน้าลุกขึ้นมาเอามือล้วงเข้าไปตรงส่วนที่ผ่าของชุดกี่เพ้าแดงนี่พอดี แล้วค่อยๆลูบผิวส่วนหน้าขาไล่ขึ้นไปจนถึงส่วนก้น แปลกมากทำไมชุดมันค่อยๆไหลตามมือเค้ามาอย่างง่ายดาย ทีตอนผมดึงขึ้นนะเหมือนมันติดสะโพกไปหมด พอมือเค้ามาหยุดที่ก้นผม ปากก็ค่อยๆเข้ามาประกบและขบส่วนริมฝีปากล่าง บดเบียดไปมาอีกครั้ง...

"อื้มม อื้อมมม อู๋น้อย"

ปากจูบไปมือก็ค่อยๆถอดชุดออก แต่คราวนี้ผมไม่อยู่ในอารมณ์ต้องการมากเหมือนเมื่อคืนแล้ว พอเค้าถอดชุดออกหมด ผมผลักเข้าออก แล้ววิ่งลงจากเตียงไปใส่ชุดที่กองอยู่กลางห้อง...แล้วเปิดประตูวิ่งกลับห้องไปทันที โดยไม่ฟังเสียงเรียกใดๆที่ตามมา...


....................................................................................................... ผมกลับมาสงบสติอารมณ์ที่ห้อง คิดถึงเรื่องเมื่อคืน รวมทั้งที่ผ่านมาก็ต้องเอามือปิดหน้าแล้วส่ายหัว...นี่เราทำอะไรลงไป!!! 

"ไม่ๆๆ ทำไมเป็นแบบนี้อีกแล้ว"

ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกผูกพันจนอาจจะรักเค้าไปแล้ว แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันจะดีแล้วใช่มั้ย...เหตุผลเก่าๆในหัวผมมันกลับมาอีก 

ในเมื่อผมกับเค้ามาจากคนละยุค คนละเวลา และสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจคือ ผมควรจะกลับวัดต้ามู่มากกว่านะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม ขณะที่สมองยังตกลงกันไม่ได้ก็มีเสียงเคาะประตู

"คุณหนูอู๋ครับ ลุงฟุเอง"

"คร้าบ เดี๋ยวนะครับลุง"

ผมลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ก็เห็นลุงฟุจัดแจงเอาเสื้อผ้ามาหอบใหญ่ แล้วไปจัดใส่ตู้...

"ผมเอาเสื้อผ้ามาให้คุณหนูเปลี่ยนนะครับ"

"ขอบคุณครับลุง เอ่อ!!!ลุงครับ ผมขอทานข้าวในห้องได้มั้ย รบกวนลุงช่วยยกอาหารมาที่นี่ทีนะครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย ไม่อยากไปไหน"

"คุณหนูไม่สบายเหรอครับ เป็นอะไรตรงไหนมั้ย มาๆๆ มานั่งก่อนครับ เดี๋ยวลุงจะไปบอกคุณชายก่อน"

"ไม่ต้องหรอกครับลุง เดี๋ยวนายฉีซานจะลำบากเปล่าๆ ผมขอนอนพักในห้องก็คงจะดีขึ้นครับ"

"ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวผมไปบอกก่อน แล้วจะเอาอาหารมาให้นะครับคุณชาย"


พอลุงฟุเดินออกไป ผมตัดสินใจว่าจะอยู่แต่ในห้องไม่ต้องให้นายฉีซานเห็นหน้าสักหน่อย ขอเวลาผมคิดหลายๆอย่าง แต่ทำไงดี ผมควรต้องบอกเค้าว่าเราต้องไปเอาลายมือของคนสกุลเอ้อร์ เพื่อมาเปิดหีบรวมกับเลือดผมและกุญแจอีก โอ๊ยๆๆ เยอะไปหมด แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว...ตอนนี้ต้องหลบก่อนดีกว่า


"เอ่อ...คุณชายออกไปกรมอีกแล้วครับ คุณหนูทานอาหารนี่ก่อน อ้อ แล้วก็ยังไม่อาบน้ำอีกรึครับ หรือเช็ดตัวซะหน่อย ใส่เสื้อผ้าสะอาดจะได้สบายตัว"

"ครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง ลุงไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมดูแลตัวเองได้"

ผมจัดการตัวเองเรียบร้อย ใส่เสื้อผ้าที่ลุงฟุเตรียมไว้ให้ วันนี้ทั้งวันผมไม่ได้ไปไหน นายฉีซานก็ไม่อยู่บ้านเลย ก็ดีเหมือนกันนะ แต่ไม่รู้ว่าเค้าไปไหนนี่สิ ไปกรมจริงรึเปล่า หรือว่า!!! ไปบ้านเอ้อร์หงมั้ย ผมแค่รู้สึกว่าไม่อยากให้เค้าไป ถ้าจะไปผมต้องไปด้วยสิ...


ผมเลยนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้างนอก...

ประตูห้องเปิดออก คนที่เคยท้าทายผมคราวนั้น ผมจำเค้าได้ดี

"คุณชายเอ้อร์หง!!!"

"นายคิดยังไงถึงได้มาอยู่ที่นี่กันแน่ ตกลงนายเป็นใครมาจากไหน ชั้นถามฉีซานเท่าไหร่เค้าก็ไม่บอก ปกติฉีซานไม่เคยมีความลับอะไรกับชั้นเลย"

"ผม...เอ่อ...ผม"


"คุณชายครับ คุณชายกลับไปก่อนเถอะครับ ตอนนี้คุณชายฉีซานไม่อยู่บ้าน ผมก็เรียนคุณชายแล้ว"

"ไม่ใช่เรื่องของลุง วันนี้ชั้นพยายามโทรหาเค้า ติดต่อเค้า แต่เค้าไม่สนใจ ชั้นก็เลยต้องมาหาเค้าเอง ไม่อยู่ก็ดี ชั้นจะได้คุยกับเด็กนี่แบบไม่ต้องเกรงใจฉีซาน ลุงจะไปไหนก็ไปเถอะ"

"ไม่ได้หรอกครับ คุณชายสั่งให้ผมดูแลคุณหนู"

"คำก็คุณหนู สองคำก็คุณหนู ตกลงนี่เค้าเป็นเจ้านายลุงรึยังไง"

"ลุงฟุครับ มีอะไรก็ไปทำเถอะ ผมจัดการได้"

"แต่ว่า...คุณหนู"

"จริงๆครับลุง ผมมีอะไรอยากคุยกับคุณชายเอ้อร์หงด้วยเหมือนกัน"

"ถ้างั้นก็ได้ครับ คุณหนูระวังด้วยนะครับ"


พอลุงฟุออกไป ก็ไม่ต้องห่วงครับ สงครามระหว่างผมกับเค้าก็เกิดขึ้น เค้าเข้ามาจับแขนผม

"นายมีอะไรกับฉีซานแล้วใช่มั้ย??? วันนั้นนายอยู่ในห้อง"

"คุณชายอยากรู้ไปทำไมล่ะครับ"

"ก็ชั้นรักเค้า ฉีซานเป็นของชั้น ชั้นไม่มีวันยกให้ใคร แถมเป็นเด็กเมื่อวานซืนแบบนาย"

"ไม่ทราบว่าที่คุณชายบอกว่านายฉีซานเป็นของคุณ นี่หมายถึงอะไร"

"หลี่อู๋เสีย!!! อย่ามาทำเป็นย้อนถาม ชั้นถามนายอยู่"

"ผมจะไม่ตอบจนกว่าคุณจะตอบคำถามผมว่า ที่หีบนั่น เขียนเรื่องลายมือของคนในสกุลคุณใช่หรือเปล่า ผมอ่านได้"

เค้าปล่อยแขนผมลงเหมือนอึ้งไปในคำถาม...

"อะไรนะ!!! นายอ่านออกเหรอ???"

"ตกลงว่ายังไงครับ ถ้าคุณชายตอบ ผมก็จะตอบคำถามคุณชายโดยไม่เฉไฉ"

เค้าเอามือมาจับคางและแก้มผม บีบแน่นจนผมเจ็บและต้องเอามือขึ้นมาจับพยายามจะแกะออก

"โอ๊ยๆๆ ผมเจ็บนะ"

"เจ็บสิดี นายจะได้รู้ว่ากำลังพูดกับใคร ชั้นจะบอกให้นะ เรื่องลายมือนั่น เป็นของคนสกุลชั้นจริงๆ ความลับนี้ชั้นเป็นคนเดียวที่รู้ตอนนี้ รับรองได้เลย ไม่ว่ายังไงฉีซานก็ต้องมาง้อชั้น ถ้าเค้าอยากให้อู๋เหล่าฟื้น ดังนั้นนายเป็นคนนอก ไม่ต้องมายุ่ง มานี่ ชั้นจะเอาเลือดนายออกมาเอง!!!"

เค้าพลักผมล้มลงไป ผมกำลังจะลุกขึ้น เค้าก็เข้ามานั่งคร่อมผมแล้วเอาผ้ามาปิดปากและจมูกผมเอาไว้...

ผมพยายามดิ้นๆๆ สู้ๆๆ

"อื้ออออออ อื้อออออ"


สักพักทุกอย่างตรงหน้าก็พร่ามัวไปหมด...ผมเห็นเงาลางๆของคนตัวใหญ่ที่ลากคุณชายเอ้อร์หงออกไป แต่ผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย...

แว่บนึงผมรู้สึกว่าผมได้กลับไปที่วัดต้ามู่ ผมเห็นพระอาจารย์ เห็นทุกคนที่วัดที่ผมรู้จัก...แต่ก็มีเสียงเรียก

"อู๋น้อยๆ นายจะทิ้งชั้นไปไม่ได้นะ อู๋น้อยๆ"

ผมคิด...อีกแล้วเหรอที่คนข้างๆผม ดูทุกข์ใจและเหมือนเค้าจะร้องไห้ น้ำตาไหลอยู่ที่มือผมเมื่อเค้าจับเอาไว้

"นะ...นายฉีซาน"

"อู๋น้อยๆๆ"

"ชั้นอยากกลับบ้าน"

ผมลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็พยายามเปล่งเสียงออกไป ฉับพลันคนตัวโตก็ดึงผมไปกอดไว้แน่น

"ไม่ๆๆ อู๋น้อย ชั้นไม่ให้นายไปไหน นายต้องอยู่กับชั้นสิ"

ผมเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้นแต่ยังไม่ค่อยมีแรง รู้สึกปวดเมื่อยแขนไปหมด จึงเงยหน้าถามเค้า

"ชั้นเป็นอะไรไป"

"นายอย่าเพิ่งพูด พักก่อนนะ เดี๋ยวชั้นเอาน้ำให้"

พอผมดื่มน้ำเข้าไปก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น มองเห็นเค้ามีหยดน้ำตาอยู่ จึงยื่นมือไปเช็ดให้

"นายร้องไห้อีกแล้ว"

"อู๋น้อย ชั้นขอโทษ นายต้องมาเจ็บตัวเพราะชั้นอีกแล้ว"

"ฉีซาน ชั้นไม่ควรอยู่ที่นี่จริงๆสินะ"

เค้าดึงผมเข้าไปจูบอีกครั้ง แล้วจูบที่หน้าผากเบาๆ

"ไม่ๆๆ อู๋น้อยอย่าพูดแบบนี้อีก"

หลังจากนั้นเค้าก็กอดผมไว้ นานมากไม่ยอมปล่อย จนผมต้องพูดออกไป

"ฉีซาน...คุณชายเอ้อร์หง เค้า...."

"ชู่วววว!!! ไว้เราค่อยคุยกันนะ ตอนนี้นายพักก่อน ชั้นจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายอู๋น้อยของชั้นได้อีกแล้ว"

"ฉีซาน ชั้นพูดจริงๆ ชั้นอยากกลับวัดต้ามู่"

คนตัวโตยังไม่ยอมปล่อย ยังคงกอดผมไว้แน่น ผมเลยไม่พูดอะไรต่อ ตอนนี้ทั้งห้องเงียบสงัด ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงหัวใจเค้าที่ผมได้ยิน...ตึก...ตัก...ตึก...ตัก...ตึก...ตัก


.......................................โปรดติดตามตอนต่อไป.........................