วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วุ่นนัก...ที่รักผมเป็นหมอ(ฟัน) บทที่ 8


เฉินเหว่ยถิง = หมอเฉินเหว่ยถิง เป็นหมอฟัน เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ชื่อ “ถิงหยาฉือ”
                    อุปนิสัย-เงียบ สงบ เย็น ภูมิฐาน เป็นงานเป็นการ ความรู้แน่น  แต่บางทีก็สามารถขี้เล่นขึ้นมาได้

หลี่อี้เฟิง = ดาราดาวรุ่งสุดฮอตแห่งวงการ ถ่ายละครและหนัง คิวแน่นไม่หยุดหย่อน 
                   อุปนิสัย-ร่าเริง กินเก่ง ชอบกินขนม ของหวาน ลูกอม เค้ก ไอติม แต่กลัวเลือดมากที่สุด


บทที่ 8 ตัดไหม Stitched off

             วันนี้ผมนั่งทำคนไข้ด้วยความกระอักกระอ่วนทั้งวัน ผู้ช่วยคงสังเกตได้ จึงทักออกมา 
"หมอคะ!!! เป็นอะไรมากมั้ย รอใครอยู่รึเปล่า หมอทำเครื่องมือตกหลายรอบแล้วนะคะ!!! แบบนี้พวกหนูก็ไม่ไหวจะเคลียร์นะคะ"

"อะไร!!! รอใคร!!! ผมปล๊าววววววว"

"เออนะ วันนี้หมอแปลกจริงๆนั่นแหละ ปกติหมอไม่ค่อยจะทำหน้าทำเสียงแบบนี้ จริงจังตลอด ดุพวกหนูตลอด ฮั่นแน่!!! ต้องมีอะไรแน่ๆอ่ะ"

เนี่ยแหละครับวันนี้ทั้งวัน ไม่ว่าผมจะทำอะไร พวกผู้ช่วยต้องหาว่าผมแปลกๆ ผมจะไม่แปลกได้ยังไงครับ ก็วันนี้ ผมเฝ้ารอให้ถึงเวลานัดของเค้า คนไข้คนสุดท้าย ที่จะมาตัดไหมให้เรียบร้อย ผมจะได้จัดการเค้าซะที เอ้ย!!! มะใช่ หมายถึง จัดการเรื่องการคบกับเค้าสักที ปกติผมจริงจังนะกับทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เรื่องนี้ก็เช่นกัน ผมรู้สึกหลงรักเรียวปากได้รูปนั่น กับแก้มอวบๆนั่น และหน้าสดใสแบบที่ผมไม่เคยมีกับผู้หญิงหรือใครมาก่อนเลย ดังนั้นผมจะไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องเล่นๆครับ เพราะรู้สึกว่าเค้าก็คิดกับผมมากกว่าแค่หมอฟันเหมือนกัน....


และแล้ว ก่อนเวลานัดตอนทุ่มครึ่ง ผมก็นั่งทำคนไข้ไปมองนาฬิกาไป เค้าคงมาใกล้ๆเวลาแหละ งานดาราถ่ายหนังคงจะวุ่นวายอยู่...


มีเสียงโทรศัพท์ที่ร้านดังขึ้น ผมไม่ได้สนใจ แต่หลังจากนั้นผู้ช่วยที่อยู่หน้าเคาเตอร์เดินมาบอกผมว่า

"หมอคะ หนูเสียใจจัง ผจก.อี้เฟิงโทรมาบอกว่า เค้ามาวันนี้ไม่ได้ค่ะ แล้วก็บอกว่าอาจจะพาไปอี้เฟิงไปตัดไหมที่ปักกิ่งด้วย"

"เค้าบอกรึเปล่าว่าทำไม"

"เปล่าค่ะ บอกแค่ว่า อี้เฟิงต้องกลับปักกิ่งด่วน คืนนี้มาไม่ได้แล้ว"


ผมได้แต่คิดเพราะยังทำคนไข้ตรงหน้าไม่เสร็จ ทำไมๆ ทำไมเค้าไม่บอกผมสักคำว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วนี่จะไปโดยไม่บอกกันเลยเหรอ ผมนึกว่าผมกับเค้าเรามีช่วงเวลาที่ดีหลายๆครั้ง โดยเฉพาะเมื่อคืนและเมื่อวานนี้ที่บ้านผม...


พอเลิกงาน สิ่งแรกที่ผมทำคือโทร.หาเค้า ติดต่อโทรศัพท์ ก็ไม่ติด อะไรกัน ผมเลยตัดสินใจไปหาเค้าที่คอนโดที่เคยไปดีกว่า ผมพกของที่ต้องไปตัดไหมมาด้วย เพื่อหาเหตุผลมาเจอเค้าหากผจก.อยู่ เป็นไปตามคาด คนที่มาเปิดประตูห้องคือผจก.เฉินคนที่ผมคิดว่าคือแฟนเค้า


"อ้าว!!!หมอคะ ก็โทรไปบอกที่ร้านแล้วนี่คะ ว่าอี้เฟิงไปไม่ได้ หมอได้ที่อยู่มาได้ยังไงคะเนี่ยะ"

ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า คือคุณดาราของผมกำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาประหลาดใจ ผมสบตาเค้า แต่ดูเหมือนเค้าจะดูเศร้ามากกว่าที่ผมคิดไว้

"คือพอดีคุณหลี่เคยบอกที่อยู่เอาไว้ และตอนนี้ผมแค่คิดว่าไม่อยากให้เค้าทิ้งไหมไว้นานเกินไป แผลมันจะติดจนตัดไหมยากกว่าเดิม ผมเลยลองเสี่ยงมา เผื่อเค้าจะอยู่ นี่ครับ ผมเอาอุปกรณ์มาด้วย ตัดแป๊บเดียวก็เสร็จ"

"เวลาตัดไหม ไม่ต้องไปตัดที่ร้านเหรอคะหมอ มีเครื่องมือแค่นี้ก็ทำได้แล้วเหรอคะ"

"ครับ ผมรับรองความสะอาดได้ มาครับ คุณผจก. มาช่วยผมส่องไฟหน่อย จะได้เสร็จๆไป ผมเห็นว่าเค้าเป็นดารา ไม่ควรทำให้มีปัญหาทีหลัง คือผมไม่อยากเสียชื่อหน่ะครับ"

"อ๋อ ค่ะๆ ได้ค่ะ" 

ดูเหมือนเจ๊ผจก.นี่จะว่าง่ายดีนะ เค้าเชื่อที่ผมพูดทุกอย่าง แหมๆ ความฉลาดของผมนี่มีมากจริงๆ แต่ผมไม่ได้หลอกเค้านะครับ เครื่องมือและการทำงานนอกสถานที่แบบนี้ มันสะอาดได้ เชื่อผมสิ นี่แค่ตัดไหมเองครับ  แต่คุณดาราของผมนี่สิ นิ่งเงียบไม่พูดอะไรสักคำ มองตามผม แต่แม้กระทั่งคำทักทาย ยังไม่มีเลย...


พอผมตัดไหมเสร็จ ก็เก็บของทุกอย่างใส่ถุงฆ่าเชื้อเพื่อเอาไปทำลาย ผมจึงต้องหาทางคุยกับเค้าก่อนให้ได้ จะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


"เอ่อ ผมขอล้างมือก่อนนะครับ ไม่ทราบว่าห้องน้ำอยู่ทางไหน"

ผมถามไปทั้งๆที่จริงๆก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

"ทางนี้ค่ะ เดี๋ยวชั้นพาไป"


"อ้อ ผมลืมไป คุณหลี่ครับ ตามผมมาบ้วนน้ำเกลือล้างแผลในห้องน้ำหน่อยได้ไหมครับ ผมอยากขอดูแผลชัดๆด้วย จะได้บ้วนน้ำเกลือที่อ่างได้"

ตอนนั้นเองที่ดาราดังตรงหน้าผม อ้าปากพูด และน้ำเสียงเหมือนเริ่มมีความหวัง

"เจ๊เฉิน ไม่ต้อง เดี๋ยวผมพาหมอไปเอง รอแป๊บนึงนะ"


พอเข้าไปในห้องน้ำ ผมล็อคประตู แต่ต้องแกล้งทำเสียงดังตะโกนออกมา

"เอาล่ะครับ บ้วนน้ำเกลือนี่ก่อนนะครับ"

เค้าทำหน้าแปลกใจที่ผมไม่เห็นยื่นอะไรให้ แต่ผมจับมือเค้าขึ้นมาแทนและแทบจะกระซิบข้างหู

"เกิดอะไรขึ้น คุณเป็นอะไร ทำไมต้องกลับปักกิ่ง"

"มีเรื่องหน่ะหมอ ผมยังพูดอะไรมากไม่ได้ แต่พรุ่งนี้เช้า ผมต้องกลับไปก่อน" 

"ไม่ คุณต้องไปกับผมก่อน อ่ะ บ้วนนี่ซะ ถึงผมจะพูดไปงั้น แต่มันก็ควรทำด้วย"

คนตรงหน้างงเข้าไปใหญ่ แล้วทำเสียงเบาๆถามผม

"ไป ไปไหน ผมจะไปได้ยังไง เจ๊เฉินคุมผมแจมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"


"อี้เฟิง หมอคะ เสร็จรึยัง ทำไมเงียบไป นานจังเลย" เสียงเคาะประตูทำให้ผมต้องรีบคิดแผนลักพาตัวซะแล้ว คิดสิคิด หมอเหว่ยถิง ทำยังไงๆดี????

รู้แล้วว่าควรทำยังไง ใช้วิชาหมอให้เป็นประโยชน์ แต่นี่มันผิดทางนะ แต่เอาเถอะ!!! ตั้งแต่มาเจอเค้า ผมทำผิดจรรยาบรรณไปหลายข้อแล้ว อีกสักข้อจะเป็นไร ผมเลยบอกคนข้างๆ

"คุณเอาน้ำให้ผมกับเจ้เฉินกิน ก่อนผมกลับหน่อยสิ ที่เหลือผมจัดการเอง"

หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยคิดว่ายาที่ใช้ให้คนไข้ผ่อนคลายก่อนทำฟัน หรือถ้าให้มากปริมาณนึง มันจะทำให้หลับได้ที่ผมติดไว้กับกระเป๋าทำฟันที่ไว้ออกนอกสถานที่แบบนี้จะมีประโยชน์กับผมในการลักพาตัวดาราดังวันนี้ ผมนี่เป็นหมอฟันที่ชั่วร้ายจริงๆ......


หลังจากนั้นไม่นาน แผนการของผมก็สำเร็จ เจ้เฉินหลับอยู่ตรงโซฟา กว่าจะตื่นคงสายๆ คุณดาราตกใจเล็กน้อย พูดกับผมเมื่อขึ้นรถมา

"หมอ...เจ๊เฉินจะไม่เป็นไรใช่มั้ย"
"ไม่เป็นไรหรอกคุณ ดีซะอีก ดูเครียด พักผ่อนซะนะครับ 555"
"หมอเจ้าเล่ห์ คุณจะพาผมไปไหน พรุ่งนี้ผมต้องไปขึ้นเครื่องกลับปักกิ่งนะ"
"ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมคุณต้องกลับ"


ผมหันไปถามขณะกำลังมุ่งหน้าพาเค้าไปยังที่ๆผมอยากพาไป
"ผมโดนสั่งพักงานยาวหน่ะ เพราะอีตาผกก.ลามกนั่นโทรไปฟ้อง ใส่ความผม และขอยกเลิกการเป็นผกก.รวมทั้งถอดผมออกจากพระเอกด้วย ถ้าจะให้เค้ากำกับต่อ"
"ไอ้บ้า!!! มันกล้าทำแบบนี้เลยเหรอ คุณก็ต้องยอมเนี่ยะนะ"
"ผมกับเจ๊เฉินพยายามปรึกษากันแล้ว เราไม่มีหลักฐานไปโต้แย้ง ผกก.ใส่ความเราหมด เค้าค่อนข้างมีอิทธิพลในวงการหน่ะ บริษัทเลยอยากให้กลับไปคุยกันก่อนว่าจะเอายังไง แต่ดูเหมือนว่าทางฝ่ายนั้นเค้าจงใจเอาผมออก เค้าบอกว่าผมไม่ทำตามที่เค้าสั่ง ไม่เคารพเค้า ผมล่ะไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเลย"
"งั้นมันก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้นะ ตอนนี้คุณจะหลับไปก่อนก็ได้ ผมว่าคุณดูเหนื่อยพอๆกะเจ๊เฉินนั่นล่ะ ถึงแล้วผมจะปลุกคุณเอง"

"คุณจะพาผมไปไหนกันแน่" 
"เอาน่า ผมไม่หลอกคุณไปขายหรอก รับรองได้ อีก 20 นาทีก็น่าจะถึงแล้ว เชื่อใจหมอสิครับ"
"เชื่อคุณ หมอถิงครับ ดูเจ๊เฉินสิ เชื่อหมอจนหลับปุ๋ยไปแล้ว"
เค้าทำหน้าเหมือนไม่เชื่อผม  555 แต่สุดท้ายก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า 

เมื่อถึงจุดหมาย ผมเลยต้องปลุกเค้าขึ้นมา...

ผมพาเค้ามายังหลุมหลบภัยแห่งที่ 2 ของผม คอนโดหรูชั้น 22 ที่สามารถมองเห็นริมฝั่งทะเลเซี่ยงไฮ้ รวมทั้งแสงไฟจากตึกทั้งหลายที่อยู่รายล้อมรอบ เป็นวิวที่สวยมากๆ ที่นี่ผมซื้อไว้หลายปีแล้ว มักจะใช้เพื่อหลบความวุ่นวายมาอ่านหนังสือ หรือชมวิวกลางคืนแบบนี้ ถ้าผมมานี่เป็นอันรู้กันว่าผมจะไม่กลับไปนอนบ้าน...


หลี่อี้เฟิงดาราดังก้มหน้าก้มตาเพื่อหลบสายตาคนอื่นด้วยความเคยชินของเค้า เดินตามผมมาจนถึงห้อง พอเข้าไปเห็นวิวเท่านั้นแหละ เค้าถึงกับอึ้ง เดินนำผมไปที่ริมหน้าต่างบานใหญ่ จริงๆไม่ควรเรียกหน้าต่างครับ มันคือผนังห้องที่ทำด้วยกระจกแข็งทั้งแถบ เพื่อให้มองเห็นวิวได้อย่างเต็มตา...



"โหหหห สวยมาก สวยมากจริงๆ ขนาดผมไปถ่ายหนังมาตั้งหลายที่ยังไม่เคยเห็นวิวสวยขนาดนี้เลยนะ"


เค้าพูดไปยืนมองวิวไปที่หน้าผนังกระจกนั่น ผมยังไม่ทันได้เปิดไฟเลย เพราะแสงไฟจากด้านนอกสาดเข้ามายังห้องด้านในทำให้เห็นทุกอย่างได้ ผมจึงเดินไปกอดเค้าจากด้านหลัง...

"คุณชอบมั้ยล่ะ???"

"ชอบสิ ชอบมากด้วย อืม...ได้ยืนมองทุกอย่างตรงหน้า เหมือนปัญหาผมมันเล็กนิดเดียว ข้างนอกนั่นมีอะไรอีกตั้งเยอะ บางทีนะ ผมก็อยากเป็นคนธรรมดาแบบหมอ ไม่ต้องถูกคาดหวัง ไม่ต้องคิดอะไร อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปเที่ยวไหนก็ได้ บางทีผมก็เหนื่อยเหมือนกัน"

คนตรงหน้าดูเหนื่อยล้า ผมเลยยิ่งกอดกระชับเค้าแน่นขึ้น

"งั้นคุณก็ไม่ต้องเป็นดาราไม่ได้เหรอ ผมจะได้เจอคุณง่ายขึ้น ไม่ต้องหาทางหลบผจก.หรือทำอะไรแบบนี้"

"เห็นมั้ย ผมเอาปัญหามาให้หมอจริงๆ หมอยังคิดจะคบผมอีกเหรอ"

ผมหอมแก้มเค้าไปทีนึงแล้วจับไหล่เค้าให้หันหน้ามามองที่ผม

"ผมบอกแล้วไง คุณดึงดูดผมด้วยเรียวปากนี้ ผมไม่สามารถไปไหนได้จริงๆ"

ผมจึงค่อยๆก้มลงเอาปากไปบรรจงประกบปากอวบอิ่มตรงหน้าจนพอใจ จึงถอนปากออกมาแล้วพูด

"คุณมาเป็นคุณนายเฉิน แล้วอยู่ที่นี่มั้ยล่ะ ถ้าคุณชอบ"

เค้าตีที่ต้นแขนผมเต็มแรง...

"หมอ...พูดอะไรหน่ะ!!!"

"เอ้า!!!ก็ถ้าคุณไม่อยากทำงาน คุณมาอยู่นี่ได้นะ มาอยู่กับผม ผมจะดูแลคุณเอง ผมรวยนะจะบอกให้"

"หมอจะบ้าเหรอ ผมจะไม่ทำงานได้ยังไง แล้วอีกอย่าง ผมไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมาเกาะสามีเป็นแม่บ้านนะ"

"ฮั่นแน่!!! พูดแบบนี้แสดงว่าอยากได้ผมเป็นสามีแล้วล่ะสิ 555"

ผมหัวเราะพร้อมกับดึงเค้ามากอดไว้แนบอก 

"ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมบอกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยังไงต่อไปก็ตาม ผมจะเผชิญปัญหาเหล่านั้นไปด้วยกันกับคุณ"

ว่าแล้วผมก็นั่งคุกเข่าลง จับมือเค้าไว้แล้วมองหน้าที่กำลังงงๆ

"คุณหลี่อี้เฟิง คุณจะแต่งงานกับผม เฉินเหว่ยถิงได้มั้ยครับ"

"หมอออออออออ...คุณทำอะไรหน่ะ"

ผมไม่รอช้า ดึงเค้าเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แรงที่โถมเข้ามาทำให้เค้าล้มลงนอนทับลงบนตัวผมพอดี...เค้ายันตัวจะลุกขึ้น

"หมอเจ็บมั้ย ผมขอโทษ...หนักหรือเปล่าเนี่ยะ"

"โอ๊ยๆๆๆ ดาราอะไรเนี่ยะ คุมอาหารบ้างมั้ย ทำไมตัวหนักแบบนี้"

ยังไม่ทันไร เค้าเอามือตีแขนผมอีกแล้ว

ผมเลยได้ทีจับเค้าพลิกลงนอนแล้วผมก็ตะแคงอยู่ข้างตัวเค้า


"ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้ล้อเล่น ผมต้องการคุณ ผมรักคุณ จริงๆนะ อี้เฟิง"

"หมอ...แต่...แต่ว่า ผมเป็นผู้ชายนะ"


ผมพูดไปมือนึงเท้าที่หัว อีกมือหนึ่งเอานิ้วลากไปตามปากเค้า

"แล้วยังไง ผมก็เป็นผู้ชาย...คุณยังบอกว่าชอบผมเลยใช่มั้ยล่ะ???"

"ก็ผม...ผมชอบหมอจริงๆนี่นา ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น แต่..."

"คุณไม่ต้องคิดอะไรหรอก ทำใจให้สบาย รู้แค่ว่าเราสองคนจะอยู่ด้วยกันก็พอแล้ว โอเคมั้ย"

"อ่ะ...อืม" แล้วผมก็ค่อยๆเอามือละจากปากด้านบน เริ่มมาแกะกระดุมเสื้อเค้าทีละเม็ด จนกระทั่งเม็ดที่สาม ผมเอามือแหวกให้เป็นช่องทางที่ผมจะเอามือสอดเข้าไปด้านในได้ เพื่อสัมผัสเค้ามากขึ้น ตลอดเวลานั้นคนตรงหน้าหันมามองผม ตอนแรกเค้าก็ดูลังเลใจ แต่พอผมเริ่มเอามือเข้าไป เค้าเอามือตัวเองมาแกะกระดุมเสื้อที่เหลือเผยให้เห็นเนื้อด้านในที่ขาวผ่องไปทั่ว ต้องแสงไฟดูเย้ายวนใจมากขึ้นไปอีก...

ในขณะที่ผมกำลังเอามือลูบไล้ผิวขาวละเอียดนั่นอย่างเบามือ เค้าก็เอาสองมือมาคล้องที่คอผมให้โน้มต่ำลงมาจนเกือบติด...

"ผมพร้อมแล้ว หมอบอกผมแล้วกันนะว่าต้องทำยังไง!!!"

"คุณนี่ช่างเป็นคนไข้ที่เหมือนจะอ่อยผมได้น่ารักตลอดตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันจริงๆ"

หลังจากนั้นผมก็เริ่มลุกล้ำสัมผัสทุกส่วนสัดของคนตรงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ผิวเค้าช่างเนียนละเอียดและให้สัมผัสเหมือนผิวหญิงสาว ส่วนล่างที่เริ่มตอบรับผมมากขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าพร้อมแล้วที่จะให้ผมเข้าไปชื่นชม...

แสงไฟสาดเข้ามาสลัวๆ พื้นพรมสีเทาด้านล่างที่กำลังรองรับสองร่างที่แนบชิด....

ผมแทบไม่เคยคิดเลยว่าที่นี่จะกลายเป็นหลุมหลบภัยที่เริ่มต้นความรักและเรื่องหลายๆอย่างที่ชีวิตหมอฟันผู้เคร่งเครียดกับการทำงานจะต้องพบเจอต่อไป...


                      ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

































                 

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วุ่นนัก...ที่รักผมเป็นหมอ(ฟัน) บทที่ 7


เฉินเหว่ยถิง = หมอเฉินเหว่ยถิง เป็นหมอฟัน เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ชื่อ “ถิงหยาฉือ”
                    อุปนิสัย-เงียบ สงบ เย็น ภูมิฐาน เป็นงานเป็นการ ความรู้แน่น  แต่บางทีก็สามารถขี้เล่นขึ้นมาได้
หลี่อี้เฟิง = ดาราดาวรุ่งสุดฮอตแห่งวงการ ถ่ายละครและหนัง คิวแน่นไม่หยุดหย่อน 
                   อุปนิสัย-ร่าเริง กินเก่ง ชอบกินขนม ของหวาน ลูกอม เค้ก ไอติม แต่กลัวเลือดมากที่สุด


บทที่ 7 Healing


"พี่ซูซู นี่พี่ซูซูนี่นา" เด็กน้อยแฝดตรงหน้าที่ผมยังไม่รู้ว่าเค้าเป็นใคร เกาะขาผมแล้วเขย่าแบบน่ารัก ผมสบตาหน้าหมอถิง เค้าไม่ได้พูดอะไรแต่มองภาพตรงหน้าด้วยแววตามีความสุข ผมนั่งลงไปกอดเด็กน้อยทั้งสองเบาๆ

"ใช่ครับ รู้จักพี่ด้วยเหรอ" ผมถาม จริงๆผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก เพราะซีรี่ส์กู่เจี้ยนที่ผมเล่น ทำให้ผมดังขึ้นมากครับ ไปไหนก็มีแต่คนเรียกว่าซูซู ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กๆ 555


"อี้เฟิง คุณจะกลับคอนโดมั้ย เดี๋ยวผมไปส่ง หรือว่าจะไปที่ไหน เช้านี้ผมเข้าสายได้ คนไข้เช้าไม่มี"

เค้าถามผม แต่ผมก็ยังไม่รู้จะตอบยังไงดี ตอนนี้เจ๊เฉินก็ยังไม่ติดต่อมา วันนี้ไม่มีคิวถ่ายเช้า อีกทีก็เย็นๆเลย

"พี่ซูซูไปกินข้าวกันนะ"

"นะๆ พี่ซูซู สอนกระบี่ผมด้วย"

สองแฝดยังคงตื่นเต้นกับผมอยู่...


"ได้สิ ไปกัน" ผมคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย ผมก็ยังไม่รีบไปไหน อยู่กับเค้าก่อนคงจะไม่เป็นไรมั้ง รอเจ๊เฉินตามแล้วค่อยว่ากัน


"อ้าว คุณดาราเอาแบบนี้เหรอครับ งั้นให้หลานๆผมพาคุณไปทานข้าวเช้า แต่บอกก่อนนะ บ้านนั้นมีทั้งแม่ พี่เขยและพี่สาวผม คุณแน่ใจนะ???"

หมอเอ่ยถามเค้าคงคิดว่าผมจะไม่อยากเจอใคร หรือเจอให้น้อยที่สุด แต่ไม่รู้สิ กับคนในบ้านเค้า ผมก็อยากรู้จักนะ ผมอยากรู้ว่าเป็นยังไงกัน


"งั้นผมขออาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวตามไป"


หลังจากนั้นเด็กน้อยแฝดทั้งสองก็จูงมือผมคนละข้างพาไปแนะนำให้รู้จักคนทั้งบ้านเฉิน...

ผมอธิบายว่าเป็นคนไข้หมอถิง แต่ว่ามีปัญหานิดหน่อย เลยจำเป็นต้องมาอาศัยที่นี่หลบนักข่าวชั่วคราว เรื่องจริงเป็นยังไง ผมคงไม่บอกทั้งหมดอยู่แล้ว...

แต่ไม่น่าเชื่อ ทั้งบ้านเค้าน่ารักมากครับ ไม่ว่าจะเป็นหม่าม๊าที่ทำกับข้าวอร่อยมาก รวมไปถึงพี่สาว พี่เขยและหลานๆ ตอนนี้ผมกลายเป็นขวัญใจคนในบ้าน ซึ่งทำให้หมอถิงแอบค้อนผมเล็กน้อย...


พอเราเดินกลับมาที่บ้านเค้า ก็เป็นเวลาสายมากแล้ว เนื่องจากทุกคนซักไซร้พูดคุยและฟังเรื่องราวของผมกันอย่างสนุกสนาน


"แหม...คุณดาราดังครับ ทำไมทั้งบ้านผม รู้จักคุณกันหมด นี่ผมไปอยู่รูไหนมาเหรอ ถึงได้ไม่รู้เรื่องเลย...ตอนนี้คุณเป็นขวัญใจพวกเค้าไปแล้ว แถมบอกให้มาบ่อยๆด้วยสิ"


"ก็ถ้าคุณไม่ได้สนใจดูทีวีหรือดารา จะรู้จักได้ไงล่ะ แต่ตอนนี้ก็รู้จักแล้ว แถมยุ่งมากกว่าเดิมอีก คุณไม่กลัวผมจะเอาปัญหามาให้คุณเหรอ???"



ผมถามเค้าเพราะอยากรู้จริงๆ แล้วก็เดินมานั่งที่โซฟา ผมรู้สึกผ่อนคลายนะ อยากคุยกับเค้าแบบเปิดอกสักที ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อคืน



"คุณเนี่ยนะ จะเอาปัญหามาให้ผม ผมต่างหาก จะสร้างปัญหาให้คุณ" หมอพูดและนั่งลงข้างๆ หันมามองหน้าผม


"คุณไม่กลัวนักข่าว กลัวเป็นข่าวหรือไง คุณหมอ นี่ผมพูดจริงๆนะ ผมจริงจัง ที่ผมบอกชอบคุณ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงกันแน่"

คราวนี้ผมถามสิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุดออกไป



เค้าไม่ตอบ แต่เอาหน้าเข้ามาใกล้อีกและจูบที่ปากอย่างแผ่วเบา ผมจูบตอบเค้ากลับ เป็นจูบที่เนิ่นนาน ผมถอนปากออก แต่เค้าก็รุกไล่เข้ามาจูบอีก เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง จนผมแทบหายใจไม่ทันเลยต้องเอามือไปผลักเค้าไว้ก่อนที่มันจะเลยเถิด...


"คุณหมอ ตกลง คุณจะตอบผมมั้ย นี่ให้ดาราดังมาถามหลายๆรอบ คิดว่าคนอื่นจะกล้าทำแบบนี้มั้ย" ผมยังคงถามคำถามเดิม...




คราวนี้เค้าเอามือมาจับที่ปากผมแล้วลูบไปเบาๆ


"ผมคิดถึงแต่เรียวปากนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ผมเป็นหมอฟัน ที่วันๆเอาแต่ทำงาน ผมเจอคนไข้ เจอคนมาก็มาก แต่ไม่เคยมีใครที่สามารถดึงดูดผมด้วยปากนี้ได้แบบคุณเลยนะ คุณดารา"



"แปลว่าหมอชอบผม!!!...นี่ถ้าผมต้องถามอีกรอบ ผมจะกลับแล้วนะ" ผมทำท่าจะลุกขึ้น ก็อะไรของเค้า ทำไมไม่ตอบมาตรงๆ เค้าเห็นผมเป็นยังไงกันแน่ เค้าเอามือฉุดมือผมนั่งแต่เหมือนเค้าจะจงใจ ดึงให้ผมไปนั่งลงบนตักเค้าแล้วครับ


"ถ้าผมชอบคุณ และอยากคบด้วย หมอฟันแบบผมต้องทำยังไงบ้างครับ บอกหน่อยสิคุณดารา"




ตอนนี้เค้ากอดผมไว้แน่น มันอบอุ่นและรู้สึกดีมากๆครับ ปกติผมเคยแต่กอดนางเอก นางร้าย แต่ตอนนี้ถูกกอดบ้างมันคนละแบบกับความรู้สึกที่ผ่านๆมา...



"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ตัดไหมเสร็จ ผมจะบอกนะ ส่วนตอนนี้ไปส่งผมที่คอนโดก่อนได้มั้ยครับ คุณหมอฟันของผม" ผมหันหน้าไปบอกเค้า แล้วกำลังจะลุกขึ้น แต่เค้ารั้งตัวผมไว้ ไม่ให้ลุกได้ ผมพยายามฝืนแล้ว แต่สู้แรงไม่ได้จริงๆ



"ผมไม่ให้กลับหรอก!!!" เค้ากอดผมไว้แน่น



"คุณหมอ ผมบอกแล้วว่าให้ผมตัดไหมก่อน เราค่อยมาเริ่มต้นคบกันนะ ตอนนี้ยังไม่ใช่"



"จะตัดไหมพรุ่งนี้ แสดงว่าแผลจะหายดีแล้วสิ ไม่ต้องเชื่อฟังหมอแล้วใช่มั้ย"


ผมจะทำยังไงถึงจะหลุดจากตรงนี้ได้นะ...ผมยังคงอยู่ในอ้อมแขนเค้า


"ผมเป็นคนไข้หมอนะ ก็ต้องเชื่อฟังหมออยู่แล้ว แผลก็ยังไม่หายดีเท่าไหร่ ไม่เชื่อหมอลองตรวจดูสิ"



ผมเลยจับมือเค้าขึ้นมา แล้วเอานิ้วชี้เข้าไปกดที่แผลในปากผม พร้อมทั้งดูดนิ้วนั้นเบาๆ


ได้ผลแฮะ!!!ตอนนี้เค้าหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ผมดูดและอมนิ้วนั้นแล้วเอาลิ้นเลียเล่นอย่างสนุก


ผมเลยได้ทีกระโดดออกมาจากลำแขนใหญ่นั่น


"อี๋!!! หมอฟันอะไรหน่ะ ไม่สะอาดเลยนะ เลอะน้ำลายหมดแล้ว 5555"




"มานี่เลย!!! คนไข้ตัวแสบ ชอบยั่วผมดีนักนะ คอยดูเหอะ อย่าให้จับได้เชียว"


ผมกับเค้าวิ่งไล่จับกันเหมือนหนังอินเดียเลยครับ แต่คุณคิดว่าผมจะรอดเหรอ สุดท้ายผมก็มาอยู่ในอ้อมกอดเค้าอยู่ดี...



"นี่แหน่ะ!!! ผมบอกแล้ว ว่าอย่าให้จับได้ แต่ผมสัญญา ผมจะรอจนกว่าคุณจะตัดไหมเสร็จ ความสัมพันธ์ของคนไข้กับหมอก็จะหมดลง เราจะได้เริ่มต้นคบกัน ผมจะทำตามที่คุณบอกนะ...คนไข้จอมยั่วของผม"


เค้าหอมแก้มผมฟอดใหญ่หลายทีมากที่แก้มทั้งสองข้าง จูบพรมไปทั่วหน้า ก่อนจะจูงมือผมไปที่รถเค้า...



"ไปครับ ผมจะไปส่งที่คอนโด"



ผมเดินตามเค้าไปอย่างว่าง่าย โดยไม่รู้เลยว่า เมื่อมาถึงที่คอนโด เจ๊เฉินจะนั่งรอผมอยู่ที่ห้องเพราะมีเรื่อง!!!!
แต่ไม่สามารถติดต่อผมได้ เนื่องจากมือถือผมแบตหมด...


                                                                       ...โปรดติดตามตอนต่อไป...



















บอดี้การ์ดหน้าใสกับคุณหนูตัวร้าย...My Pretty Boy (NC-17) ตอนที่ 2

บอดี้การ์ดหน้าใสกับคุณหนูตัวร้าย...My Pretty Boy (NC-17)

NC-17

My Pretty boy

เฉินเหว่ยถิง : บอดี้การ์ดหนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลา ดึงดูดใจ นิสัยเงียบขรึม บางครั้งก็ขี้เล่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถูกประธานเคน เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ 10 ขวบ ไม่รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง จำได้เพียงชื่อตัวเองเท่านั้น

หลี่อี้เฟิง : คุณหนูของบ้านตระกูลหลี่ เป็นลูกคนเดียวของประธานบริษัทผลิตน้ำหอมรายใหญ่ของโลก จึงถูกเรียกว่าคุณหนู นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง เพราะถูกตามใจแต่เล็ก รวมทั้งพอแม่เสียตอนอายุ 15 ปี นิสัยนี้ยิ่งเป็นมากขึ้น อยากได้อะไรก็ต้องได้ เอาเงินซื้อทุกอย่าง

ประธานเคน : ประธานบริษัทหลี่เพอร์ฟูม ทำธุรกิจมากมาย ไม่มีเวลาให้กับลูกชายคนเดียวมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากเมียตายจึงเสียใจมากและทุ่มเทกับงาน มีศัตรูมากมายจึงต้องจ้างบอดี้การ์ดดูแลหลายคน


อู๋อี้ฝาน : ลูกชายของบริษัทอู๋ คู่แข่งคนสำคัญของอี้เฟิง นิสัยร่าเริงสนุกสนาน มองโลกในแง่ดีตลอดเนื่องจากครอบครัวอบอุ่นมากจนบางทีเค้าก็บ่นว่าร้อนเลยทีเดียว

แม่นมเหยียน : ผู้ดูแลความเรียบร้อยในบ้านและอาหารการกินทุกอย่างของคุณหนูอี้เฟิง และเป็นคนดูแลเหว่ยถิงมาตั้งแต่ถูกเก็บมาเลี้ยงที่บ้านตระกูลหลี่

เลขาเทียน : ผู้คอยดูแลเรื่องเกี่ยวกับในบริษัทให้กับคุณหนูหลี่อี้เฟิง และต้องคอยบอกรายละเอียดงานกับบอดี้การ์ดเฉินเหว่ยถิงด้วย เขามักจะเห็นว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแปลกๆ แต่ก็ยังไม่มั่นใจนัก



ตอนที่ 2 เอาแต่ใจ (Dealing with a stubborn boy)


             เช้านี้แม่นมเหยียนเข้ามาทำความสะอาดห้องคุณหนูตามปกติ คุณหนูยังอาบน้ำอยู่ ส่วนเหว่ยถิงนั้นกลับไปที่ห้องพักตัวเองที่อยู่หลังตึกใหญ่แล้ว พอแม่นมมาเห็นที่บริเวณผ้าปูที่นอนก็ต้องส่ายหน้าไปมาแล้วเก็บผ้าปูที่นอนไปซัก คราบบางอย่างที่ยังหลงเหลือร่องรอยอยู่บ้างทำให้แม่นมเข้าใจได้ในทันทีว่า เมื่อคืนนี้มีอะไรเกิดขึ้นบนเตียงนี่และถึงแม้ว่าเธอจะเป็นสาวโสด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ ดังนั้นหลังจากที่ลงมาจากห้องคุณหนูหลี่ จึงตรงมาที่ห้องพักของเหว่ยถิงทันที...



"เหว่ยถิง แม่บอกหลายครั้งแล้วใช่มั้ย ว่าอย่ายุ่งกับคุณหนูแบบนี้ ถ้านายท่านรู้เรื่องขึ้นมาจะทำยังไง" แม่นมตักเตือนไม่ใช่แค่เพื่อตัวคุณหนู แต่เพื่อเหว่ยถิง เด็กที่เธอเอ็นดูเลี้ยงเป็นลูกมาแต่เล็ก

"แม่ครับ ผมไม่สามารถขัดใจคุณหนูได้ เธอให้ผมทำอะไรผมก็ต้องทำ แต่ว่าผมก็เต็มใจ ผมอยากดูแลและปกป้องเธอไปตลอด ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แม่ไม่สบายใจแบบนี้หรอกนะครับ"



"แม่รู้ว่าเราขัดไม่ได้ แต่เราก็หาทางเลี่ยงได้นี่นา แม่ไม่อยากให้นายท่านมาว่าเอาได้ ท่านมีบุญคุณกับพวกเรามาก ลูกก็รู้ดี"

"ครับ ผมทราบดี ทุกคนในตระกูลหลี่รวมทั้งแม่ มีบุญคุณกับผมมากที่เลี้ยงดูมานานหลายสิบปี ผมจะไม่ทำให้ใครต้องลำบากครับแม่ ผมสัญญา ถึงเวลาถ้านายท่านหรือคุณหนูไม่ต้องการผมแล้ว ผมก็จะไป"

เหว่ยถิงได้แต่รับปากและเจียมตัว เขารู้ดีว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เรื่องของเขากับคุณหนูไม่มีวันที่จะเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากคุณหนูกับบอดีการ์ดที่ดูแลความปลอดภัย เขาไม่อาจเอื้อมไปมากกว่านี้อยู่แล้ว อีกทั้งนี่เป็นเรื่องของชายกับชาย ยากที่ผู้ใหญ่จะยอมรับได้ แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาอยากทำหน้าที่นี้เองด้วยใจที่ปรารถนา...


กำหนดการงานแต่ละวันของคุณหนูจะมีเลขาเทียนเป็นผู้บอกทั้งคุณหนูและเขา รวมทั้งลูกน้องเขาอีก 4-5 คนที่จะต้องคอยดูแลความปลอดภัย และบอกรายละเอียดให้คุณหนูเมื่อต้องไปร่วมงานต่างๆ ตอนสายเมื่อถึงบริษัทเลขาเทียนจึงรีบมารายงาน

"พี่เหว่ยถิงและคุณหนูครับ วันนี้ที่งานประมูลภาพการกุศลของสมาคมเด็กกำพร้า จะมีภาพที่คุณหนูส่งไปร่วมประมูลด้วยนะครับ ตอนเย็นวันนี้สมาคมเค้าเชิญและนายท่านก็สั่งมาว่าให้คุณหนูไปร่วมเพื่อภาพพจน์ของบริษัทเรา" 

"เลขาเทียน ไม่ทราบว่ามีแขกมาร่วมงานเยอะมั้ยครับ แล้วเค้ามีตำรวจหรือหน่วยรักษาความปลอดภัยในงานหรือเปล่า ผมอยากได้ข้อมูลส่วนนี้พอจะมีมั้ยครับ" ผมถามเพราะอยากให้มั่นใจ จะได้กะได้ถูกว่าต้องระมัดระวังส่วนไหนบ้าง งานไหนที่คุณหนูไป ผมก็ต้องรอบคอบไว้ก่อน


"อ้อ งานนี้มีตำรวจส่วนกลางมาอยู่แล้วครับ เพราะเป็นงานการกุศล อย่างอื่นผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ ผมหน่ะเช็คมาแล้ว งานนี้มีบริษัทอู๋มาด้วย ผมเลยไม่ค่อยไว้ใจ แต่ไงงานนี้ก็มีนักข่าวเยอะครับ เค้าคงไม่กล้าทำอะไร"

"อะไรนะ!!! บริษัทอู๋ แล้วนายอู๋อี้ฝานจะมามั้ย ทำไมงานแบบนี้ ป๊าต้องให้ชั้นไปด้วย ส่งภาพไปยังไม่พออีก เกลียดนักพวกชอบเอาหน้าแบบพวกบ้านอู๋"


คุณหนูคงไม่ค่อยพอใจนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่ผมมาเป็นบอดี้การ์ดให้คุณหนู อู๋อี้ฝานลูกชายของบริษัทอู๋ก็เป็นคู่แข่งและชอบมาพูดจากระทบเหมือนจะแข่งกับคุณหนูทุกครั้งไป แต่ผมกับเค้า เรามีความลับบางอย่างที่บอกใครไม่ได้ครับ...

ตอนเย็นเมื่อมาถึงงาน คุณหนูถูกจัดให้นั่งแถวหน้า เนื่องจากเป็นผู้บริจาครายใหญ่ ผมยืนอยู่ด้านข้างคอยสังเกตโดยรอบ ระบบรักษาความปลอดภัยของตำรวจพอใช้ได้ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ไว้ใจ ผมสั่งให้ลูกน้องไปสำรวจรอบๆห้องจัดงาน...

ต่อมาไม่นานคุณชายอู๋อี้ฝานก็มาด้วย และถูกจัดให้นั่งข้างคุณหนูพอดี...


"อ้าว ว่าไงอี้เฟิง นายก็มาเหรอ เดี๋ยวเราก็จะได้รู้กันว่าภาพของใครจะถูกประมูลได้เงินเยอะกว่า ชั้นก็ส่งรูปมานะ เป็นภาพที่ไปช่วงซัมเมอร์ที่อังกฤษมา นายล่ะส่งภาพอะไรมา"


คุณหนูไม่ตอบ หน้าแทบไม่หันไปมองด้วยซ้ำ ดูคุณชายอู๋จะพูดตลอดเวลาอยู่คนเดียวเท่าที่สังเกตเห็น...ระหว่างการคุยกันนั้นผมไม่รู้ว่าเค้าทำได้ยังไง ข้อความถูกส่งจากมือถือมาหาผม

"เจอกันหน่อย อีก 5 นาที..."


หลังจากนั้นผมให้ลูกน้องคนหนึ่งมาประจำหน้าที่แทนแล้วไปที่ห้องน้ำชายเพื่อเจอกับเค้า อู๋อี้ฝาน...


ผมเอาป้ายทำความสะอาดห้องน้ำไปตั้งด้านหน้าห้องน้ำชายแล้วเข้าไป คุณชายอู๋รออยู่ก่อนแล้ว

"พี่ถิง!!! ผมคิดถึงพี่มาก"

เค้าทำท่าจะมากอดผม...

"คุณชายอู๋...ล้อผมเล่นอีกแล้วนะครับ" 

"555 ผมรู้อยู่แล้วว่าพี่ไม่สนใจใครนอกจากหลี่อี้เฟิง ผมมันก็แค่รุ่นน้องตัวประกอบ" 


"อย่าเพิ่งนอกเรื่องสิครับ ผมไม่มีเวลามาก ช่วยเข้าประเด็นด้วย เดี๋ยวคุณหนูจะสงสัยเอาได้"

"ก็ได้ๆ อะไรๆก็คุณหนูๆ ผมล่ะอยากรู้นัก หมอนั่นมันมีดีอะไร แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องที่แม่ฝากมาบอกคุณคือ อยากให้คุณไปตามหาประวัติคนที่อยู่ที่นี่ ตามที่อยู่นี้ จะได้รู้ว่าเรื่องราวแท้จริงเป็นยังไง นี่ครับ!!! ที่อยู่"

"โอเค ได้ครับ ฝากขอบคุณท่านด้วย ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลยถ้าได้เรื่อง ผมไปก่อนนะครับ ผมเป็นห่วงคุณหนู"



หลังจากนั้น ผมกลับมาประจำหน้าที่ ก่อนที่คุณชายอู๋จะกลับมานั่งที่เก้าอี้หลังจากผมมาอีกสักพักใหญ่ ผมเห็นเค้าพูดอะไรอีกก็ไม่รู้ แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมต้องทำหน้าที่ก่อน ส่วนเรื่องที่อยู่นี่ เป็นเรื่องที่ผมต้องรอเวลาต่อไป...


"อี้เฟิงนะอี้เฟิง บอดี้การ์ดนายนี่น่าสนใจดีนะ ชั้นขอซื้อตัวได้มั้ย" คราวนี้คุณชายอู๋ต้องแปลกใจ เพราะเป็นครั้งแรกในงานนี้ที่คุณหนูหน้าสวยหันมามองหน้าเค้าเป็นครั้งแรก

"นายหมายถึงใคร???" เออนะ...เป็นครั้งแรกที่เค้าพูดออกมาซะด้วยสิ

"จึๆๆๆ นายนี่มันเป็นคนหวงของนะ ก็คนของนายไง ชั้นอยากได้" คราวนี้คุณชายอู๋ทำเสียงในลำคอพร้อมมองไปทางบอดี้การ์ดหน้าใสร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง

"คนของหลี่อี้เฟิง ไม่มีใครมาเอาไปได้หรอก" คุณหนูผู้เอาแต่ใจพูดเสร็จก็หันหน้ากลับไป 

หลังจากนั้น เหตุการณ์ประมูลภาพไม่สู้ดีนัก ภาพของคุณหนูได้เงินประมูลภาพมากอยู่ แต่ว่าภาพของคุณชายอู๋ดูมีชีวิตชีวาและสดใสกว่า ทำให้ได้เงินชนะไปหลายหมื่นหยวน...นั่นไม่เท่าประโยคสุดท้ายเมื่องานเลิก คุณชายอู๋เดินมากระซิบข้างหูคุณหนู...


"รอยสักไม้กางเขนนั่น สวยดีนะ!!!" 



ระหว่างทางคุณหนูไม่พูดอะไรเลย ผมไม่ได้ยินประโยคที่คุณชายอู๋คุยกับคุณหนูสักคำ เพียงแต่ว่าผมรู้สึกว่า ตั้งแต่กลับออกมาจากงาน มันมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ คุณหนูดูน่ากลัวมากกว่าทุกวัน...


พอกลับมาถึงคฤหาสถ์หลี่ ก็เป็นเวลาค่ำแล้ว...แม่นมเหยียนได้จัดข้าวต้มเป็นมื้อค่ำ ผมและแม่นมยืนเฝ้าดูคุณหนูเขี่ยข้าวไปมา...จนแม่นมเป็นห่วงและเอ่ยถาม

"คุณหนูคะ ไม่ทานเหรอคะ หรือว่าไม่อร่อย อยากได้อย่างอื่นมั้ยคะ แม่นมจะให้ในครัวทำมาใหม่"

"ไม่!!!ไม่ต้อง ผมไม่กินแล้ว..."


เพล้ง!!!!!!!!!!!! ชามใส่ข้าวต้มถูกปัดลงพื้นแตกกระจาย


แม่นมตกใจมาก ถึงแม้คุณหนูจะเจ้าอารมณ์บ่อยๆ แต่ไม่เคยทำข้าวของเสียหายแบบนี้ จึงรีบลงไปเก็บเศษชามที่แตกที่พื้น

ผมยิ่งไม่เข้าใจมากกว่า คุณหนูเป็นอะไร ทำไมต้องโมโหและไม่พอใจขนาดนี้

"แม่นม ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พี่ถิงมานอนที่ห้องผม ช่วยไปจัดที่นอนให้เค้าในห้องผมด้วย รวมทั้งเสื้อผ้าทุกอย่าง เค้าต้องมาดูแลผมที่ห้องตั้งแต่คืนนี้เลย"


"ฮะ...อะไรนะ คุณหนูครับ   ถ้านายท่านรู้มันจะ...เอ่อ...ไม่ดีนะครับ"

ผมรีบแสดงความเห็นออกไป ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำแบบนั้น แต่อย่างที่แม่นมเคยเตือน ถ้านายท่านรู้ คงไม่เหมาะแน่ที่เป็นแบบนี้...


"นั่นสิ คุณหนูคะ แม่นมว่ามันไม่สมควรนะคะ เหว่ยถิงเป็นแค่บอดี้การ์ด ไม่ควรอาจเอื้อมไปนอนในห้องคุณหนูแบบนั้น ถ้าคุณหนูอยากได้คนอยู่เป็นเพื่อนเดี๋ยวแม่นมไปอยู่ด้วยก็ได้นะคะ"


"ไม่ ผมต้องการแบบนี้ แม่นมไปจัดการให้ผมเดี๋ยวนี้ พี่ถิง นี่เป็นคำสั่ง จำไว้!!!"


พูดจบคุณหนูก็เดินขึ้นห้องไป ปล่อยให้ผมกับแม่นม ยืนงงกันเป็นไก่ตาแตก...


"แม่ครับ ผม...ผมควรทำยังไงดี"

"เอาเป็นว่า วันนี้ก็คงต้องยอมๆไปก่อน ไว้แม่จะช่วยพูดให้ใหม่ ว่าแต่วันนี้ไปงานอะไรกันมา ทำไมคุณหนูถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ"


"ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย งานการกุศลธรรมดาเองครับ"

ผมคิดว่าคุณหนูต้องคุยอะไรบางอย่างมากับคุณชายอู๋แน่ๆ หากแต่ความลับเรื่องที่ผมกำลังสืบอยู่ คุณชายอู๋สัญญาแล้วนี่นา ว่าจะไม่บอกใคร โดยเฉพาะคุณหนู


สุดท้าย ผมจึงต้องมาหยุดที่หน้าห้องคุณหนู แล้วเคาะประตูแต่โดยดี

"คุณหนูครับ ผมมาแล้ว..."

ไม่มีเสียงตอบ แต่ผมได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำเปิดอยู่ คิดว่าคุณหนูคงอาบน้ำอยู่ เลยลองเปิดประตูเข้าไปเพราะห้องไม่ได้ล็อค ประมาทจริงๆคุณหนูนี่ ไม่คิดถึงเรื่องความปลอดภัยเลย ผมต้องคอยระวังให้ตลอด ถึงแม้จะเป็นในบ้านก็ตาม เราไม่ควรไว้ใจใครทั้งสิ้น...

ในห้องคุณหนูกว้างมากอยู่แล้ว พื้นที่แทบจะกินชั้นสองปีกตะวันออกทั้งฝั่ง ผมเห็นที่นอนที่อยู่ที่พื้นห้อง ห่างจากเตียงคุณหนูไปอีกไกลมาก แม่นมคงจงใจให้เป็นแบบนี้...ส่วนเสื้อผ้าบางส่วนถูกจัดเข้าตู้อีกใบ ที่มีเหลือเฟือในห้องนี้


สักพักเสียงน้ำหยุดไหล คุณหนูตะโกนเรียก น่าจะได้ยินผมเดินเข้ามาในห้อง


"พี่ถิง เข้ามาในนี้!!!"


พอเข้าไปด้านใน ผมเห็นคุณหนูยังไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออกเลย แต่ตัวชุ่มโชกไปด้วยน้ำที่น่าจะมาจากฝักบัวด้านบน...

"คุณหนู ทำไมไม่ถอดเสื้อผ้าก่อน ทำแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกครับ"

ผมเอาผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้ด้านข้างมาเช็ดตัวให้

"พี่ถิง ยังเป็นห่วงผมอยู่เหรอ"

"ทำไม คุณหนูพูดแบบนี้ ผมก็เป็นห่วงคุณหนูตลอดนะครับ"


"ไม่ ไม่จริง พี่ไม่ได้เป็นห่วงผม วันนี้ในงาน พี่หายไปไหนมา???"

เอาแล้วไง ผมว่าแล้วว่าคุณหนูต้องเห็นผมหายออกไป...


"ผมไปห้องน้ำครับ มันสุดวิสัยจริงๆ แต่ผมก็สั่งให้คนอื่นมาดูแล ผมไม่ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูหรอกครับ เชื่อผมสิ"


ผมยังคงเช็ดตัวคุณหนูต่อไป...แต่ในตอนนั้นคุณหนูก็ดึงผมไปกอดไว้แน่น


"พี่ห้ามไปไหนอีก ห้ามทิ้งผมไป เข้าใจมั้ย"


"ครับ ผมไม่มีวันทิ้งคุณหนูไปหรอก"


"จริงๆนะ ห้ามหลอกผม แม่ก็พูดแบบนี้ แล้วก็ทิ้งผมไป ป๊าก็เหมือกัน ไม่มีใครอยู่กับผมสักคน ไม่มีเลย...ฮือๆๆๆๆ"


คุณหนูร้องไห้กับอกผม จริงๆแล้ว คุณหนูคงขาดความรักนั่นแหละ ถึงได้เรียกร้องแบบนี้ เรื่องราวตั้งแต่เด็กจนโต คงค่อยๆบั่นทอนความรู้สึกโดยที่ไม่มีใครรู้


"คุณหนูครับ ไม่ว่ายังไงก็ตามคุณหนูก็ยังมีผมนะ พี่ถิงของคุณหนูไง"



ผมช้อนใบหน้าคุณหนูที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตานั่นขึ้นมาจูบ คุณหนูเลื่อนมือมากอดคอผม แล้วจูบตอบอย่างเร่าร้อน...

"พี่ถิง พี่เป็นของผม ไม่ว่ายังไงพี่ก็เป็นของผม เข้าใจมั้ย"

ผมไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ลิ้นของคุณหนูก็เข้ามาควานทั่วปากผม เหมือนจะแสดงความเป็นเจ้าของให้ผมรู้ ผมโยนผ้าเช็ดตัวทิ้งลงพื้น แล้วถอดเสื้อตัวเองออก...

ผมดันตัวคุณหนูเข้าไปประชิดกำแพง สองเท้าสัมผัสพื้นเปียกแฉะภายในบริเวณที่อาบน้ำ ผมเอามือยันกำแพงไว้ พร้อมเอาจมูกไปสัมผัสที่แก้ม แล้วถูไปมาช้าๆ 

"ผมเป็นของคุณหนูไงครับ ตั้งแต่วันที่คุณหนูเจอผมที่กองขยะนั่นแล้ว"

ผมเอาปากจูบและขบที่หูเบาๆ


"พี่ถิง ผมต้องการพี่!!!" 

ผมยังคงโลมเลียและจูบมาที่ซอกคอคุณหนู เสื้อและกางเกงคุณหนูถูกมือผมถอดออกจนหมดและไล่จูบลงมาถึงส่วนล่างนั่น ที่ตอนนี้เริ่มจะแข็งตัวขึ้นเล็กน้อย ตามการเล้าโลมจากปากของผม สองมือคุณหนูขยี้ผมเบาๆ ผมจึงใช้ปากและลิ้น เลียและอมส่วนนั้น จนกระทั่งมันเริ่มชูชันขึ้นมา ผมเลียด้านข้างสลับกับการอมรูดเป็นจังหวะขึ้นลง 

"อื๊อออ พี่ถิง อ๊า" พอผมถอนปากออก น้ำสีขาวขุ่นได้ผุดออกมาทันที คุณหนูเอามือแปะป่ายไปที่กำแพงด้านหลัง

ผมจึงถอดกางเกงตัวเองออก แล้วจับขาคุณหนูทั้งสองข้างขึ้น เอาตัวดันเข้ากำแพงอีก คุณหนูกอดคอผมไว้ทันทีเหมือนรับรู้ได้ สองขาหนีบมาที่เอวผม...

ส่วนของผมนั้น ตื่นตัวและพร้อมมานานแล้ว ตั้งแต่คุณหนูเริ่มเข้ามากอดผม ร่างกายผม มันควบคุมไม่เคยได้เมื่อคนตรงหน้ามาสัมผัสทุกครั้งไป นี่เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนคุณหนูอายุ 20 กว่าๆ ผมก็เริ่มรู้สึกแรงขึ้นเรื่อยๆ พยายามไม่คิดและตัดมันออกไปจากหัว แต่จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เกาะฮาวายเมื่อ 2 ปีก่อนนั่น ทำให้ผมไม่เคยปฏิเสธคุณหนูและต่อต้านตัวเองได้อีกเลย...


ผมจึงเอามือใหญ่เกาะกุมส่วนนั้นของคุณหนูรูดไปมาเพื่อให้ยังมีน้ำหล่อลื่นนั่นออกมาเรื่อยๆ จนเต็มฝ่ามือแล้วใช้นิ้วตัวเองขยายช่องทางเพื่อให้ส่วนของผมสามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม...

"อึ๊กก...อ๊า" ผมสอดเข้าและออกเป็นจังหวะรับกับสะโพกที่เคลื่อนไหวของคุณหนู ผมเริ่มเร่งจังหวะมากขึ้นเรื่อยๆ 

"อ๊า อ๊า อึ๊ก อ๊าาา พี่ถิง พี่ถิง..." มีเสียงคุณหนูที่ครางและเรียกชื่อผมออกมาเป็นระยะๆ แค่เห็นร่างที่เขย่าเป็นจังหวะไปพร้อมกับผมนั่นเป็นความสุขที่ผมอยากทำให้เค้ามาก ผมจึงดันตัวขึ้นไปสุดอีกจนสัมผัสถึงจุดที่คนตรงหน้าครางออกมาเสียงดังมาก

"อ๊าาาาาาา" เขาเอาเล็บมาจิกที่หลังผม ผมยังดันขึ้นไปอีกสองสามครั้ง และกระแทกตัวเข้าไปอีก เพื่อให้น้ำขุ่นในตัวผมไหลออกมาเรื่อยๆ ผมยิ่งรู้สึกเป็นสุข ไม่ต้องพูดถึงคนตรงหน้าที่ร้องครางแผ่วๆและหอบหายใจหนักจนเริ่มหมดแรง ส่วนผมต้องแบกรับน้ำหนักและใช้แรงมากในตอนนี้ แต่ก็ยันตัวอยู่ได้อีกสักพัก..ส่วนคุณหนูคงไม่แข็งแรงเท่าผม จึงฟุบหน้าลงมาที่บ่าผมในตอนท้าย...

ผมจึงปล่อยเค้าลงแล้วเอาผ้าเช็ดทุกส่วนให้แห้ง อุ้มคุณหนูไปวางที่เตียง ห่มผ้าไว้ แล้วกำลังจะลุกขึ้นไปหยิบชุดนอนมาใส่ให้ แต่คุณหนูก็ฉุดแขนผมไว้ จนผมนั่งลงข้างๆอีกรอบ...


คุณหนูเอานิ้วชี้มาที่บริเวณท้องน้อยของผม พร้อมมองด้วยตาปรือๆเพราะความเหนื่อย

"ไม้กางเขนนี่ ทำไมอู๋อี้ฝานถึงเห็นมันได้"

นิ้วจิ้มแรงขึ้นจนผมชะงักไป นี่สินะ ฉนวนเหตุวันนี้...

"โธ่!!! คุณหนูครับ เวลาผมยกมือ หรือให้สัญญาณ เสื้อก็หลุด เวลาถอดเสื้อก็เห็นบ้าง คนอื่นๆ ก็มีตั้งหลายคนที่รู้ว่าผมมีรอยสักนี้ ไปถามแม่นมยังได้เลย"

"ไม่ ต้องไม่ใช่นายนั่น"


ผมเริ่มรู้แล้วว่าเค้าโกรธอะไรมา...ผมเลยก้มลงจูบที่ปากคนเอาแต่ใจอีกที



"โธ่เอ้ย!!! คุณหนู คนอื่นอาจจะเห็น แต่มีคุณหนูคนเดียวนะ ที่ได้สัมผัสมัน  นี่ไงครับ" ผมจับนิ้วชี้นั่นลากไปมาที่ตัวกางเขน

"จริงๆนะ" เค้าถามผมเหมือนเป็นเด็กๆ

"จริงสิครับ นอนเถอะนะ คุณหนูเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวผมไปหยิบชุดนอนมาใส่ให้นะ"


"อือ...แล้วพี่ถิงก็มานอนนี่นะ ไม่ต้องไปนอนหรอกตรงที่แม่นมปูผ้าเอาไว้ เข้าใจมั้ย"

"ครับ คุณหนู"

ระหว่างที่เดินไปหยิบชุดนอน ผมเริ่มรู้สึกถึงเรื่องวุ่นๆที่จะตามมาอีกในไม่ช้า...




                                           ....โปรดติดตามตอนต่อไป...

























วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บอดี้การ์ดหน้าใสกับคุณหนูตัวร้าย...My Pretty Boy (NC-17)

NC-17

My Pretty boy


เฉินเหว่ยถิง : บอดี้การ์ดหนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลา ดึงดูดใจ นิสัยเงียบขรึม บางครั้งก็ขี้เล่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถูกประธานเคน เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ 10 ขวบ ไม่รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง จำได้เพียงชื่อตัวเองเท่านั้น

หลี่อี้เฟิง : คุณหนูของบ้านตระกูลหลี่ เป็นลูกคนเดียวของประธานบริษัทผลิตน้ำหอมรายใหญ่ของโลก จึงถูกเรียกว่าคุณหนู นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง เพราะถูกตามใจแต่เล็ก รวมทั้งพอแม่เสียตอนอายุ 15 ปี นิสัยนี้ยิ่งเป็นมากขึ้น อยากได้อะไรก็ต้องได้ เอาเงินซื้อทุกอย่าง

ประธานเคน : ประธานบริษัทหลี่เพอร์ฟูม ทำธุรกิจมากมาย ไม่มีเวลาให้กับลูกชายคนเดียวมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากเมียตายจึงเสียใจมากและทุ่มเทกับงาน มีศัตรูมากมายจึงต้องจ้างบอดี้การ์ดดูแลหลายคน


อู๋อี้ฝาน : ลูกชายของบริษัทอู๋ คู่แข่งคนสำคัญของอี้เฟิง นิสัยร่าเริงสนุกสนาน มองโลกในแง่ดีตลอดเนื่องจากครอบครัวอบอุ่นมากจนบางทีเค้าก็บ่นว่าร้อนเลยทีเดียว

แม่นมเหยียน : ผู้ดูแลความเรียบร้อยในบ้านและอาหารการกินทุกอย่างของคุณหนูอี้เฟิง และเป็นคนดูแลเหว่ยถิงมาตั้งแต่ถูกเก็บมาเลี้ยงที่บ้านตระกูลหลี่


ตอนที่ 1  ออกคำสั่ง (There must be an Order)


               คฤหาสถ์หลี่เคนชาง เป็นที่อยู่ของท่านประธานบริษัทและลูกชายคนเดียวของเค้า "หลี่อี้เฟิง"
เค้าได้รับการดูแลจากแม่นมเหยียน ผู้ซึ่งตอนนี้เป็นเหมือนแม่ของเค้า เพราะแม่ของเค้าเสียเมื่อตอนอายุ 15 ปี...

"คุณหนูคะ ได้เวลาทานนมแล้ว ป้าเอาวางไว้นี่นะคะ อยากได้อะไรอีกมั้ย?" แม่นมเหยียนยังคงรักษาหน้าที่เหมือนเคย ที่ทุกวันหลังจากทานข้าวเสร็จ ก็จะต้องขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยและเอานมสดมาให้คุณหนูดื่มก่อนนอน

"นี่ป้า ผมบอกแล้วไงว่า ตอนนี้ผมอายุ 28 แล้วนะครับ ไม่ต้องทำเหมือนผมเป็นเด็กน้อย 10 ขวบที่ต้องดื่มนมทุกวัน ตอนนี้ผมแทบจะกรอกเหล้าแทนน้ำได้อยู่แล้วเวลาต้องออกงานกับป๊าหน่ะ" คุณหนู ไม่สิ จริงๆต้องเรียกว่าคุณชาย หากแต่ทุกคนในบ้าน เรียกคุณหนูแบบนี้มาตั้งแต่เด็กตามแม่นมกันไปหมด


"โธ่!!! ป้าทราบค่ะ ว่าคุณหนูหน่ะโตแล้ว แต่ยังไงป้าก็ยังเห็นคุณหนูเป็นเด็กอยู่ดี คุณผู้หญิงก็ฝากฝังป้าไว้ ป้าก็ต้องดูแลสิคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ป้าขอตัวก่อนนะคะ" ว่าแล้วแม่นมเหยียนก็ทำท่าจะถอยกลับออกจากห้องไป หากแต่คุณหนูอี้เฟิงยังคงสั่งการต่อ

"ตามพี่ถิงมา ผมมีอะไรจะต้องสั่งเค้า แล้วป้าก็ไปนอนเถอะ บอกทุกคนว่าพี่ถิงอยู่กับผม ไม่ต้องให้ใครมาเฝ้าอีก เข้าใจไหมครับ"



แม่นมเหยียนรู้ดี ถึงความสัมพันธ์ที่ผิดปกติของคู่นี้ หากแต่ถึงอย่างไร เธอก็รักทั้งคู่ ถึงเธอจะไม่เคยเห็นตรงๆ แต่ก็พอจะเดาได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหนูออกคำสั่งเรียกยามดึกแบบนี้ กว่าเหว่ยถิงจะได้กลับออกไปที่ห้องนอนตัวเองก็เช้าแล้ว เธอเคยเตือนเหว่ยถิงว่า ตัวเองเป็นแค่เด็กที่ท่านประธานเก็บมาเลี้ยง ไม่ควรทำอะไรที่ไม่สมควร หากแต่ถ้านั่นเป็นความต้องการของคุณหนูและเหว่ยถิงเองก็คงปฏิเสธไม่ได้ เธอเลยไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ได้แต่เก็บเรื่องเงียบไว้คนเดียว...


คนตัวใหญ่ที่กล้ามเนื้อทุกส่วนฟิตแข็งแรงดีเนื่องจากฝึกฝนตลอดเวลา เดินขึ้นบันไดมาที่ชั้นสองของคฤหาสถ์ เค้ารู้ดีว่าคุณหนูหลี่อี้เฟิงคนนี้ต้องการอะไรก็ต้องได้ และที่เรียกเค้าไปเวลานี้ต้องการอะไร ปกติแล้วเค้าจะต้องมาหาหรือถูกเรียกประมาณสัปดาห์ละครั้ง หากแต่วันนี้แปลกมาก เพราะเมื่อสองวันก่อนคุณหนูก็เพิ่งเรียกเค้าไป ทำไมวันนี้แม่นมถึงได้มาตามเค้าอีก เค้าก็ไม่เข้าใจ...




หน้าที่หลักของเค้าที่ได้รับการสั่งมาจากท่านประธานหลี่คือดูแลความปลอดภัยทุกอย่างของคุณหนู ตั้งแต่คุณผู้หญิงเสีย ก็มีแต่เค้ากับแม่นมเท่านั้นที่อยู่ข้างคุณหนูมาตลอด เพราะไม่มีใครสามารถเข้าใกล้คุณหนูผู้เอาแต่ใจของตระกูลหลี่ได้เลย สัก 5 นาทีเป็นอย่างมากก็ถูกไล่ออก หรือไม่ก็บอกว่าไม่ต้องมายุ่งอีก...


จริงๆแล้ว เฉินเหว่ยถิง ถูกฝึกมาตั้งแต่ได้รับการเลี้ยงดูจากที่นี่ เพื่อให้ดูแลความปลอดภัยของท่านประธานหลี่ เค้าถูกส่งไปเรียนวิชาทางการทหารและการสอดแนมต่างๆ และวิชาการเป็นบอดี้การ์ดในอนาคตโดยที่เค้าก็เต็มใจทำอย่างเต็มที่ เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ตระกูลนี้เลี้ยงดูเค้ามา เค้ายังจำเหตุการณ์เมื่อ 20  ปีก่อนได้...



"ป๊าครับ นั่นใครอ่ะครับ นอนอยู่ตรงถังขยะนั่น" คุณหนูของผม เค้าเป็นคนชี้ให้ท่านประธานเห็นผมที่นอนหายใจรวยริน แทบไม่รู้สึกตัว ผมจำภาพนั้นได้เลือนลางมาก ผมถูกตีที่หัวและเอามาทิ้งไว้ที่นี่ ภาพนั้นคือภาพสุดท้ายก่อนที่ผมจะจำอะไรไม่ได้อีก



ตั้งแต่คุณผู้หญิงเสียจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายคราวนั้น ผมปกป้องท่านประธานได้ แต่ไม่สามารถปกป้องนายหญิงได้ นั่นทำให้ผมเสียใจมาก ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา ท่านประธานก็สั่งให้หาบอดี้การ์ดมาเฝ้าคุณหนู หากแต่อย่างที่บอก มีเพียงผมเท่าน้้นที่ทนรองรับอารมณ์และอยู่กับคุณหนูได้จนกระทั่งตอนนี้...เพราะเค้าคือผู้มีพระคุณที่สุดของผม




ผมมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้อง พร้อมเคาะประตู

"ผมเองครับ คุณหนู"

"เข้ามา!!!"




เมื่อผมเข้าไป คุณหนูอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีขาว ผูกเอวเอาไว้อย่างหลวมๆ เปิดเผยให้เห็นส่วนเนินอกขาวเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณหนูต้องการอะไร แต่ตอนนี้คุณหนูอี้เฟิงถือแก้วเหล้าเอาไว้ พร้อมดื่มเหล้ากรอกปากจนหน้าเริ่มแดงอยู่ที่เตียง ผมจึงรีบเข้าไปห้าม


"คุณหนูนี่ จะดื่มทำไมกัน นี่มันดึกแล้วนะครับ คุณหนูควรพักผ่อน"



"พี่ถิง......คร๊าบบบ...พี่รู้มั้ย วันนี้วันอะไร?" เค้าถามผมด้วยเสียงที่บ่งบอกว่าเริ่มเมา



"จะวันอะไร คุณหนูก็ไม่ควรดื่มแบบนี้ครับ นี่ดูสิ แม่นมอุตส่าห์เอานมมาให้ ไม่ดื่มเลย แล้วเอาเหล้ามาดื่มแทนเนี่ยะ เฮ้อ!!!"



ผมพยายามจะแย่งแก้วเหล้าออกจากมือคุณหนู ที่ตอนนี้ยังคงยื่อยุดฉุดกระชากแก้วกับผม


"ปล่อยสิ ผมจะดื่ม ผมถามพี่ว่าวันนี้วันอะไรพี่ก็ตอบสิ" คุณหนูจ้องหน้าผม แล้วจึงลุกไปที่โต๊ะเล็กหัวเตียง



"แล้วให้กินนมเนี่ยนะ เห็นผมเป็นเด็กอีกคนนึงแล้ว ผมโตมากแล้วนะ เข้าใจไว้ด้วย พี่อยากกินมั้ยล่ะนมสดแก้วนี้"



เค้าหยิบแล้วนมขึ้นมา แล้วเปลี่ยนเป็นวางแก้วเหล้าแทน

"พี่ถิงมานี่!!!" เค้าสั่งผม ผมจึงเดินไปหยุดยืนตรงหน้าเค้า




"ถอดเสื้อ!!!" ผมต้องทำตามที่เค้าสั่งแต่โดยดี โดยไม่อิดออด คุณหนูสั่งอะไรผมก็ต้องทำแหละครับ




ผมกำลังแกะจะกระดุมเม็ดสุดท้าย เค้าก็เอานมสดแก้วนั้นราดรดลงมาที่แผงอกของผม

"เฮ้ย!!! คุณหนูครับ"




"อยากให้ผมดื่มนมแก้วนี้ใช่มั้ยล่ะ!!!"






คุณหนูวางแก้วแล้วเดินมาประชิดตัวผม พร้อมกับเอาลิ้นมาเลียที่บริเวณแผงอกของผม ที่นมหกเลอะเทอะอยู่ ลิ้นอันเนียนนุ่มสัมผัสกับผิวหยาบกระด้างของผมที่บ่งบอกถึงความแข็งแรง ปากและลิ้นคุณหนูเล้าโลมและเลียลงมาเรื่อยๆจากแถวเนินอก จนไปหยุดอยู่ที่ยอดเนินเม็ดนั้น พร้อมกัดลงด้วยแรงหลายที จนผมเจ็บแปล๊บๆ...ผมเลยร้องเรียก

"อ๊ะ...อ๊า...คุณหนู"


คุณหนูยังคงไม่หยุดแค่นั้น เค้ารุกไล่ด้วยลิ้นลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับเอามือดันผมไปนั่งลงที่เตียง แล้วคุณหนูก็นั่งคุกเข่าลงแต่ปากและลิ้นยังคงเลียสะเปะสะปะไปเรื่อยจนนมสดแก้วนั้นเกือบจะหมดไปจากตัวผม.....ตอนนี้ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมา ร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยา ส่วนกลางกายของผมเริ่มจะชูชันขึ้น พร้อมตอบรับความต้องการของคนตรงหน้า


"พี่ถิง ต้องทำให้ผมมีความสุข เพราะวันนี้เป็นวันเกิดผม รู้มั้ย??? นี่เป็นคำสั่ง"



ทุกปีท่านประธานจะต้องจัดงานวันเกิดในบ้านและที่บริษัท แต่ปีนี้ด้วยความที่ท่านเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศเกือบเดือนแล้ว ทำให้ผมลืมไปซะสนิทว่าวันนี้วันเกิดคุณหนู ผมนี่แย่จริงๆ...




"คุณหนู...จะให้ผมทำอะไร???" ผมถามเพื่อรอคำสั่ง



"ทำไมต้องถาม พี่ก็น่าจะรู้ว่าผมต้องการอะไร???" เค้าลุกขึ้นถอดชุดคลุมตัวเองออกแล้วผลักผมให้ล้มลง



ผมเอารูดซิปกางเกงตัวเองออกเพื่อปล่อยให้ส่วนนั้น ได้ขยายตัวออกมาเต็มที่...



ผมจึงพลิกตัวเค้าให้นอนลง คร่อมลงบนตัวคุณหนู พร้อมกับจูบประกบปากลงไป แล้วแทรกลิ้นลงพร้อมกับควานไปทั่วเพื่อให้อีกฝ่ายตอบรับ ลิ้นอีกฝ่ายค่อยๆตวัดลิ้นผมแล้วม้วนไปมาเป็นเชิงท้าทาย เค้าเอามือกอดที่คอผม โน้มตัวผมลงมาอีก ผมเอามือปลดกางเกงลงพร้อมที่จะสอดแกนกลางเข้าไปที่ช่องทางของอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ แต่แล้วผมก็ต้องชะงัก...



"ไม่!!! พี่ถิง ช่วยผมก่อน มันอึดอัด" คุณหนูกัดริมฝีปากแน่น ตอนนี้ส่วนล่างคนตรงหน้าก็กำลังต้องการไม่แพ้ผม


ผมจึงไม่ปล่อยให้ปากเค้าได้ออกคำสั่งต่อไป เอาปากประกบอีกฝ่ายแนบแน่น ตอนนี้ผมขอคุมเกมส์บ้างจะดีกว่า แต่ยังไงก็ตามคำสั่งสุดท้ายนั่น ผมต้องทำก่อน...


ผมจึงเอามือสัมผัสร่างกายส่วนนั้นของคุณหนู รูดรั้งกลับไปกลับมาแบบเป็นจังหวะและเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนคนตรงหน้าเอามือจิกที่หลังผม

"อ๊าาาาาา อืออออออ"


หลังจากนั้นน้ำฉ่ำแฉะสีขาว เริ่มถูกปลดปล่อยออกมา ผมจึงไม่รอช้า ถึงแม้ไม่มีคำสั่งแต่ผมจะให้ความสุขแบบที่เค้าต้องการ ผมจับขาคุณหนูถ่างออก แล้วใส่แกนกายของผมเข้าไปในช่องด้านหลังที่เปิดอ้ารับอย่างเต็มที่ น้ำที่ล้นทะลักนั่นทำให้ช่องทางเริ่มขยายและสอดรับอย่างไม่ลำบากนัก...


ผมจึงถอนปากออก พร้อมกับขย่มตัวเป็นจังหวะ...



"อื้อ อ๊า อ๊ะ อ๊าา" ผมเพิ่มความเร็วและแรงมากขึ้น คราวนี้คุณหนูเอามือขยี้ผ้าปูเตียงพร้อมกับบิดตัวไปมาเล็กน้อย


"อ๊า พี่ถิงๆ ผม..อ๊า" เสียงครางของคุณหนูบ่งบอกว่าเสียวสะท้านไปแค่ไหน แต่ผมก็ยังไม่หยุด ใส่แรงเข้าไปเรื่อยๆ ตอนนี้น้้ำจากตัวผมก็เริ่มเลอะเทอะออกมาเต็มไปหมด เหงื่อเริ่มผุดเป็นเม็ดๆ แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าก็ยังไม่พอใจ ผมจึงยังไม่ยอมหยุด...


"อ่าาา ผมชอบ โอ้ยยย พี่ถิงงงง" คำพูดด้วยเสียงกระเซ่าแผ่วเบาของคุณหนูบ่งบอกว่าอาจจะเจ็บอยู่บ้างแต่คงมีความสุขไม่น้อย ตอนนี้เค้าหลับตาแน่น และเอามือมาแปะป่ายที่หน้าอกผมอย่างคนไร้สติ...


ผมจึงช้อนตัวเค้าเข้ามากอดไว้ ทั้งๆที่ส่วนล่างยังคาอยู่ในตัวคุณหนู ท่อนขาคุณหนูยังคงก่ายบนหน้าขาผม


"แฮปปี้เบิร์ดเดย์ครับ คุณหนูของผม" ผมกระซิบข้างหูพร้อมขบไปที่ติ่งหูอีกทีแบบหยอกล้อ


เค้าเอาแขนโอบรอบตัวผมแน่น เอาหน้าซุกที่หน้าอกผมที่ชุ่มเหงือเต็มที่


"ของขวัญ!!!" คุณหนูพูดออกมาเบาๆ


ผมจึงช้อนหน้าคุณหนูที่ตอนนี้ตาเยิ้มหวานพร้อมกับใบหน้าเปล่งปลั่งแลดูอ่อนหวาน ไม่เหมือนเวลาปกติเลยที่เอาแต่ออกคำสั่งเลย ผมบรรจงจูบอย่างเบาแรงกว่าเดิมมาก




ผมถอนจูบแล้วเอ่ยถาม "คุณหนูอยากได้อะไรล่ะครับ"




คุณหนูยืดตัวขึ้นแล้วนิ้วจิ้มที่หน้าอกผม...


"พี่ถิง!!!" เค้ามองหน้าผมพร้อมยิ้มแบบหวานๆอีกแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ อยากดูแลปกป้อง ทะนุถนอมเค้า ตั้งแต่เล็กมาผมก็คิดแบบนี้มาตลอด แต่ความรู้สึกแบบนี้มันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ



ผมอดใจต่อไปไม่ไหวเหมือนกัน ถึงจะเป็นคำสั่งแต่ผมก็เต็มใจทำ ผมจะให้ของขวัญคุณหนูแบบนี้ตลอดไป...




                                                               ...โปรดติดตามตอนต่อไป...
























วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วุ่นนัก...ที่รักผมเป็นหมอ(ฟัน) บทที่ 6

เฉินเหว่ยถิง = หมอเฉินเหว่ยถิง เป็นหมอฟัน เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ชื่อ “ถิงหยาฉือ”
                    อุปนิสัย-เงียบ สงบ เย็น ภูมิฐาน เป็นงานเป็นการ ความรู้แน่น  แต่บางทีก็สามารถขี้เล่นขึ้นมาได้
หลี่อี้เฟิง = ดาราดาวรุ่งสุดฮอตแห่งวงการ ถ่ายละครและหนัง คิวแน่นไม่หยุดหย่อน 
                   อุปนิสัย-ร่าเริง กินเก่ง ชอบกินขนม ของหวาน ลูกอม เค้ก ไอติม แต่กลัวเลือดมากที่สุด



บทที่ 6 Recovery


             สามวันแล้วนะ ที่เค้าไม่ติดต่อกลับผม...เชื่อไหมครับ ผมหงุดหงิดใส่ผู้ช่วยตลอดสามวันมานี้
จนคิดว่าตัวเองเป็นอะไร ผู้ช่วยทั้งหลายงงไปหมด ก็เพราะดาราดังตัวดี...หลี่อี้เฟิงนั่น ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ผมส่งข้อความหาเค้า เช้า กลางวัน เย็น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แล้วก็เงียบ...

จนวันที่สาม ผมทนไม่ไหว วันนั้นผมเลิกคลินิกเร็วกว่าปกติ เลยรีบหาข้อมูล สืบจากผู้ช่วยบ้าง จากเว่ยป๋อบ้าง ว่าตอนนี้หลี่อี้เฟิง ดาราตาโตคนไข้ของผม เค้าไปถ่ายละครอยู่ที่ไหน...คอยดูนะ อย่าให้เจอเชียว ไม่รู้จักหมอถิงคนนี้ซะแล้ว ผมไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่ยอมตอบข้อความมาเลย...ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เค้าก็เหมือนจะตอบรับและดูชอบผมอยู่ไม่น้อย...ผมไม่ได้หลงตัวเองนะ หล่อขนาดนี้ แหมๆๆ

             คนเรียนเก่งและสมองดีอย่างผม คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าทำไมๆๆๆ หรือพวกดารานี่เค้าคิดอะไรกันอยู่ ถ้าจะมาแสดงละครใส่ผม ผมก็ว่าไม่ใช่นะ...ดังนั้น เมื่อได้สถานที่ถ่ายทำแล้ว ผมก็รีบไป แต่กว่าผมจะไปถึงก็ดึกมาก เหลือคนจัดเก็บของอยู่ไม่กี่คน ผมเลยเข้าไปถาม อ้างว่าเป็นนักข่าวที่ติดต่อกับผกก.ไว้ แต่ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ ผมจึงรู้ว่า พวกเค้าไปกินข้าวมื้อดึกด้วยกัน...



           ฮึๆๆๆ ผกก.นั่น ผมไม่ไว้ใจมันเลย...ตั้งแต่คราวก่อนที่เจอกัน ผมเห็นเจตนาที่ออกจะชัดเจนว่าเค้าต้องการตัวอี้เฟิงแน่ๆ แล้วก็เป็นดังที่ผมคาดไว้


            ผมหน่ะ พอไปถึงร้านอาหาร ก็สั่งอาหารมาทาน หลบมุมในโต๊ะที่ไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น จนกระทั่งมีเสียงเอะอะออกมาจากห้องอาหารส่วนตัวห้องหนึ่ง สักพักผมก็เห็นอี้เฟิงเดินโซเซออกมาเกาะที่ประตูหน้า ตามมาด้วยไอ้บ้า ผกก.ลามกนั่นกำลั่งลูบๆ คลำๆ ดาราของผม เฮ้ย!!! แล้วเค้าปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง ดูเหมือนจะดิ้นไม่หลุดซะด้วย ผมเลยต้องเข้าไปจัดการดึงเค้าออกมา พร้อมด้วยการผลักผกก.นั่นลงไปกองกับพื้น

นี่ถ้าไม่ติดว่า กลัวจะเรื่องยาว และผมเป็นห่วงคนตรงหน้ามากกว่า ผมต่อยหน้ามันไปแล้ว!!!



               และสภาพผมตอนนี้ เลอะเทอะด้วยอ้วกของพระเอกน่ารักที่ตอนนี้ไม่ค่อยจะน่ารักซะแล้วครับ เค้าคงโดนวางยาในเหล้าที่กิน... ดีแล้วล่ะที่อ้วกมันออกมา แต่เสื้อผมนี่สิ มีแต่กลิ่นไม่พึงประสงค์ ผมเลยต้องลากเค้าเข้ามาในรถ...จัดการทำความสะอาดตัวเอง พอจะเช็ดหน้าเค้า ตอนนี้หน้าเค้าแดงมากครับ...แถมตาปรอยๆ ด้วยความมึนของเหล้าผสมยานั่น


ผมอดไม่ได้ที่จะจูบเค้า...ผมไม่ได้โรคจิตนะครับ อย่างน้อย ผมก็มีสติ และรู้ว่าอีกฝ่ายเต็มใจ ผมชอบที่ได้จูบเค้าและไม่อยากจะสนใจอะไร แต่ว่าท่าทีของเค้านี่สิ จริงๆดูเค้าก็เหมือนอยากจะให้ผมจูบ แต่กลับพูดแค่"ผมขอโทษ" แล้วก็ผลักผมออกห่างจากตัว
...

ตอนนี้เด็กเกียรตินิยมอันดับ 1อย่างหมอเฉินเหว่ยถิง ยิ่งงงมากขึ้น... ให้ตายเหอะ!!! มันน่าโมโหมั้ย... ผมมาตามหาเค้าขนาดนี้ ช่วยเค้าขนาดนี้ เค้ายังบอกว่า "คุณกลับบ้านไปเถอะ ผมกลับเองได้"

 ผมไม่ชอบคำพูดและท่าทางแบบนี้เลย...มันทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ เหยียบคันเร่งรถเต็มแรง...


ผมขับรถไปบนถนนได้สักพัก ผมหันไปมองเค้า ตอนนี้เค้าดูครึ่งหลับครึ่งตื่น และดูกระซับกระส่าย...

"ผมร้อนๆๆ ร้อนไปหมด หมอเปิดแอร์อีกได้ไหม???"

ผมเอามือเอื้อมไปแตะแก้มเค้า ตอนนี้มันร้อนมากจริงๆ ผมคิดว่าคงเป็นฤทธิ์ยาที่ไอ้ผกก.นั่นใส่เอาไว้ ยังไม่หมดฤทธิ์ดี...

"อี้เฟิงๆ คุณเป็นอะไรมากมั้ย?"

"ไม่เป็นไร ไม่ต้องมายุ่งกับผม ปล่อยผม ผมจะลง จอดสิจอด" เค้ายังคงดิ้นไปมาภายใต้เข็มขัดที่รัดแน่นเหมือนคนไม่ค่อยมีสติ...ยังไม่หมดฤทธิ์อีกนะ+++



ผมตัดสินใจพาเค้ามาหยุดรถที่หน้าบ้าน ป่านนี้คนแถวนี้คงหลับกันหมดแล้ว...ผมว่าที่นี่น่าจะปลอดภัยจากสายตานักข่าวที่สุด บ้านผมมีรั้วรอบขอบชิด หลังก็ไม่ได้ใหญ่อะไร แต่กำแพงแยกเป็นสัดส่วนกับพี่สาวที่อยู่เป็นครอบครัว มีทางเชื่อมหากัน แต่ก็ทิ้งผมไว้กับบ้านหนุ่มโสดเพียงลำพัง เพราะทุกคนในบ้านรู้ว่าผมต้องการสมาธิอ่านหนังสือหรือทำงานสอนของผม บริเวณบ้านผมก็มีสระว่ายน้ำเล็กๆให้เล่นได้อยู่หน้าบ้าน...

ผมเอารถมาจอดในบ้าน เมื่อประตูอัตโนมัติถูกเปิด ดาราหนุ่มที่ตอนนี้สภาพดูไม่ต่างจากคนเมายา พยายามดิ้นรนจะเปิดประตูรถแบบไร้สติอีกรอบ...



"หมอ...ผมจะกลับ ผมร้อนๆๆ ผมจะไป โอ้ย!!!ประตูนี่ทำไมเปิดไม่ออกนะ"

"จะไปได้ยังไงครับคุณดารา เข็มขัดคุณยังไม่เอาออก ล็อคก็ยังไม่เปิด คุณนี่อย่าดิ้นสิ"

ผมเอื้อมมือไปปลดล็อคเข็มขัดนิรภัย เมื่อปลดล็อคประตูจึงอ้อมลงไปเปิดประตูฝั่งเค้า...

ผมมองดูใบหน้าแดงกล่ำ เสื้อหลุดออกจากกางเกงก่อนหน้านี้ ตอนนี้ดาราหน้าใสกำลังพยายามจะแกะกระดุมเสื้อตัวเองออก โดยที่ไม่สำเร็จเท่าไหร่นักเพราะดูมึนๆ

"หมอ...อยู่ดีๆทำไมมันร้อนมากขึ้น ผม...ผม  อยากเอาเสื้อออก ทำไมกระดุมนี่มันแกะไม่ออกนะ"

"มานี่!!! คุณนี่ท่าจะไม่ไหวแล้ว"

ผมเข้าไปช้อนตัวเค้าออกมาจากรถ อุ้มเค้าไว้ ตัวเค้าไม่ได้หนักอะไร ผมอุ้มได้สบายๆ ตลอดเวลาที่ผมอุ้ม เค้าพยายามดิ้น ผลักผมด้วยแรงอันน้อยนิด

"หมออออ...ปล่อยๆๆ ผมจะกลับๆๆ ปล่อยนะ" 

ผมมาหยุดตรงสระว่ายน้ำ...

"อ่ะ!!! อยากให้ปล่อยใช่มั้ย?"



ตูม!!!!!!!!!!!


เค้าตะเกียกตะกายในสระ...ดาราหมดสภาพครับ เหมือนลูกหมาตกน้ำ!!!...ผมโหดไปมั้ย ไม่หรอก นี่เป็นทางช่วยให้เค้าเย็นลงและจะได้มีสติ...

ผมโดดตามลงไป...


สระว่ายน้ำผมก็ไม่ได้ลึกมากอะไร ตอนนี้เค้ายืนนิ่ง ผมเลยเข้าไปยืนตรงหน้า จับที่แก้มทั้งสองข้างเค้าไว้!!!

"ดีขึ้นมั้ยครับคุณดารา...ป่ะ เข้าบ้านสงบสติอารมณ์ก่อนนะ"

"ฮือๆๆๆๆ ผม...ผมขอโทษๆ"

หลังจากนั้นเค้าเอาหน้ามาซบที่หน้าอกผม แล้วกอดแน่นพร้อมกับร้องไห้ตัวโยน...ผมกอดและลูบหัวเค้าสักพัก จนร่างกายตรงหน้าสงบลง


ผมค่อยๆอุ้มเค้า เข้ามาในบ้าน สภาพดาราเปียกน้ำ ยืนตัวสั่นในห้องผม...หน้าตามีแต่คราบน้ำตา ดูตลกดีครับ แต่ใบหน้าไม่แดงเท่าเดิมอีกแล้ว น่าจะหมดฤทธิ์ยาแล้วล่ะ ตอนนี้เหลือแค่เป็นแก้มแดงๆที่สุกปลั่งแบบที่ผมชอบ...

ผมเอาผ้าเช็ดตัวห่มให้เค้า พร้อมกับกอดเค้าไว้แล้วบอกว่า


"อาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย มีอะไรไว้ค่อยคุยกัน ห้ามพูดว่าจะกลับอีก...เข้าใจมั้ย คุณคนไข้ของผม"

ผมช้อนหน้าเค้าที่เปียกปอนขึ้นมาจูบ...เค้าพยักหน้าแต่โดยดี หมดฤทธิ์ซะที เฮ้อ!!! เล่นเอาเหนื่อยเลย...



ผมจึงปล่อยให้เค้าอาบน้ำ ส่วนผมตอนนี้จัดการกับตัวเอง เช็ดตัวให้แห้ง และเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวเพื่อรอจะอาบน้ำเพราะผมก็ไม่อยากเป็นหวัดเหมือนกัน...



ภายในบ้านผม แบ่งเป็นห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ ห้องครัวและก็ห้องนอน แต่งสีแบบคุมเอิร์ทโทนสบายๆ น้ำตาลอ่อนปนฟ้าดูแล้วสบายตาดี...ไม่มีที่ไหนสบายเท่าที่บ้านแล้วล่ะครับ ผมว่า...


พระเอกตรงหน้าใส่ชุดนอนตัวใหญ่ของผม หลวมๆ น่ารักดี...ผมหน่ะไม่เคยพาใครมาบ้าน ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นอันรู้กันว่านี่คือหลุมหลบภัยของผม ไว้หนีจากเรื่องวุ่นวายรอบตัว สำหรับผมมีที่อื่นให้พาไปอีกเยอะครับ 555 เค้าเป็นคนแรกที่ผมพามาเพราะคิดถึงความปลอดภัยมาก่อน...



"คุณไปนอนก่อนนะ ผมขออาบน้ำก่อน พักผ่อนตามสบายเลย" ผมเอ่ยบอกและมากระซิบข้างหู

"ผมไม่ทำอะไรคุณเหมือนไอ้ผกก.บ้ากามนั่นหรอก ถึงตอนนี้ชุดนอนผมจะทำให้คุณดูน่ารักมากขนาดนี้"

เค้าแอบยิ้ม ผมเห็น...

"รอแป๊บนะ ฮัมๆๆ 1121" ผมมีความสุขมาก แค่เห็นเค้าแบบนี้ ผมร้องเพลงตลอดเวลาที่อาบน้ำเพราะอารมณ์ดีสุดๆ



ในห้องผมไม่หนาวมาก ผมชอบอากาศกำลังสบาย ผมเดินเช็ดผมที่เปียกออกมา และพบว่าคุณดาราของผมหลับไปตรงเก้าอี้โซฟาที่อยู่ใกล้ๆเตียงนอน...

เค้าหลับเป็นเด็กน้อยยั่วผมอีกแล้ว...




ฮ่วย!!! ผมไปพูดทำไมนะว่าจะไม่ทำอะไรเค้า ในเมื่อตอนนี้ ผมอยากจะกลับคำพูดจะแย่!!!

ผมวางผ้าเช็ดตัวแล้วไปอุ้มเค้ามานอนที่เตียง เหมือนเค้าจะรู้สึกตัวนิดหน่อย...

พอผมวางเค้าลงที่เตียง ผมก็ลงนั่งคุกเข่าข้างเตียง มองเค้า...ผมชอบมองเค้าครับ ทั้งใบหน้าและตัวเค้ามันมีเสน่ห์ดึงดูดเข้าหาจริงๆ สมกับเป็นออร่าของคนเป็นดาราสินะ...



เค้าลืมตาขึ้นมาสบตาผม...

"ผม...ผม ผมชอบคุณ คุณหมอของผม" เค้าบอกผมในขณะที่เอามือมาลูบที่แก้มผมอย่างแผ่วเบา

ผมเอามือจับมือเค้า...



"นี่คุณเมายาหรือว่าอะไรครับ คุณดารา..." ผมแกล้งแหย่เค้าเพราะไม่คิดว่าเค้าจะพูดออกมา


คราวนี้เค้ายกตัวขึ้นมา จูบผมเบาๆ แล้วนอนลงไป...

ผมมองหน้าเค้าด้วยความงง ว่าอะไรทำให้เค้า มาจู่โจมผมแบบนี้...

ผมก้มหน้าลง กำลังจะไปจูบเค้า เค้าเอานิ้วชี้มาปิดปากผมไว้...

"ไหนว่าจะไม่ทำอะไรไง?" อ่ะๆๆ ผมไม่ทำอะไร แต่เค้ามาทำผมได้เนี่ยะนะ



"งั้นคุณห้ามหนีหมออีก ไม่งั้นล่ะก็จะหาว่าหมอถิงไม่เตือนนะครับ โอเคมั้ย?"

เค้าพยักหน้า...แล้วเอามือโน้มคอผม ลงไปจูบอีกครั้ง...

ริมฝีปากเราบดเบียดกันอีกอย่างแนบแน่น แต่คราวนี้ผมรู้สึกได้ว่ามันลึกซึ้งกว่าเดิม...เค้าชอบผม นั่นน่าจะจริง เพราะรสจูบคราวนี้หวานกว่าครั้งก่อน ผมไล่จูบไปที่แก้ม และหน้าผาก


"ฝันดีครับ คุณดาราของผม" เค้ายิ้มและหลับตาลงเหมือนเด็กน้อยว่าง่าย...

ผมก็ห่มผ้าให้เค้า เดินไปปิดไฟ ก่อนที่จะไปสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้งรอบบ้าน แล้วกลับมาสอดตัวใต้ผ้าห่ม ทั้งบ้านเงียบสนิท แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่เงียบนะ เพราะตอนนี้มีเสียงลมหายใจของคนข้างๆผมที่ทำให้อบอุ่นใจแบบที่ผมไม่เคยมีมาก่อน...



@@@@@@@@@@@@@@@@@

พอฟ้าสว่างก็มีเสียงดังโครมครามมาจากห้องนั่งเล่น...พร้อมเสียงพูดคุยโต้กันแบบที่ผมคุ้นเคย

ผมจึงเปิดประตูออกไปจัดการ เพื่อไม่ให้คนข้างๆผมตื่น...

"น้าถิงๆๆ ไปกินข้าวครับ หม่าม้าให้มาตาม"

"เมื่อคืนน้ากลับตอนไหน พวกผมไม่เห็นรู้เลย"


เป็นเจ้าสองแฝดแสบหลานผมครับ ผมจะวุ่นวายก็เพราะเจ้าสองคนนี้แหละ เฮ้อ!!! ชีวิต...

"ชู่!!! นี่!!! น้ามีแขก เงียบๆกันหน่อยได้มั้ย"

"อะไรๆๆ ใครกันครับ"

"ไหนๆ ผมอยากเห็น"




สองตัวแสบยังคงซักไซร้ผมไม่เลิกอีกสักพัก ผมพยายามต่อรองให้เงียบ...จนกระทั่ง



คุณดาราเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเก่าที่ผมไม่ใช่แล้วและคาดว่าเค้าน่าจะพอใส่ได้วางไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้าสะอาดหมดจด...แหมๆ ดูแลตัวเองตอนตื่นได้เป็นมืออาชีพจริงๆ จนผมนี่อยากจะเข้าไปหอมแก้มใสๆนั่นอีกสักฟอด...

แต่ยังไม่ทันทำอะไร ลิงน้อยสองแฝดหลานผม วิ่งเข้าไปเกาะขาเค้าเขย่าและตะโกนพร้อมกัน...

"ซูซู นี่มันพี่ซูซูนี่นา!!!" เอ้า!!!อะไรนี่เด็กพวกนี้


             
                                                                                 ...โปรดติดตามตอนต่อไป...













วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วุ่นนัก...ที่รักผมเป็นหมอ(ฟัน) บทที่ 5

เฉินเหว่ยถิง = หมอเฉินเหว่ยถิง เป็นหมอฟัน เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ชื่อ “ถิงหยาฉือ”
                    อุปนิสัย-เงียบ สงบ เย็น ภูมิฐาน เป็นงานเป็นการ ความรู้แน่น  แต่บางทีก็สามารถขี้เล่นขึ้นมาได้
หลี่อี้เฟิง = ดาราดาวรุ่งสุดฮอตแห่งวงการ ถ่ายละครและหนัง คิวแน่นไม่หยุดหย่อน 
                   อุปนิสัย-ร่าเริง กินเก่ง ชอบกินขนม ของหวาน ลูกอม เค้ก ไอติม แต่กลัวเลือดมากที่สุด

บทที่ 5 "Alcohol"

            "ผมชอบคุณ คุณหมอฟันของผม" ผมบอกได้เพียงแค่นี้ กระซิบกับหัวใจตัวเอง ผมไม่รู้ว่าเค้าคิดยังไงกับผมกันแน่ บางทีก็ดูเป็นห่วง ปกป้องและเหมือนอยากเข้าใกล้ผม แต่บางทีก็ทำเหมือนแค่เล่นสนุก ไม่ได้คิดอะไร 

           ผมยังคงนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไฟในห้องยังไม่ได้ถูกเปิด ผมเอามือจับที่ริมฝีปากตัวเอง หมอจูบผม มันเป็นเรื่องจริง ปกติผมก็จูบกับนางเอกในซีรี่ส์ประจำ แต่ผมไม่เคยถูกผู้ชายจูบแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกถึงความหวานที่แผ่ซ่านมา ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง สักเท่าไหร่ ผมรู้แค่ว่า ชอบรสจูบและการสัมผัสจากเค้าทุกอย่าง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หลี่อี้เฟิงคนนี้จะเป็นไปได้ขนาดนี้....

          

           สามวันแล้ว ที่ผมต้องทนซ้อมบทกับผกก.ที่ออกแนวโรคจิตคนนี้ เวลานักแสดงคนอื่นอยู่เค้าก็ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ แต่พอเวลาสบโอกาส ที่ผมอยู่กับเค้าสองคนเท่านั้นแหละ เค้าเป็นต้องพยายามจะเข้ามายุ่งกับผม เอามือมาสัมผัสตัวผม บางอย่างมันมากไปจนทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงมาก จริงเหมือนที่หมอถิงเตือนสินะ!!!...

           สามวันแล้วที่ผมไม่ยอมตอบข้อความหมอ...เค้าส่งข้อความมาถามอาการ และบอกให้ทานยาแก้อักเสบในทุกมื้ออาหาร แต่ผมไม่ตอบกลับ...T T


 ทำไมหน่ะเหรอครับ ผมและเค้า ควรหยุดความสัมพันธ์ไว้แค่นี้...ผมไม่อยากให้เค้าต้องมาเดือดร้อนด้วย ถ้าผมคิดกับเค้ามากไปกว่านี้ ไม่รู้ว่าเราต้องเจอกับอะไรบ้าง นี่ผมเป็นนางเอกหนังเกาหลีรึไงนะ...เฮ้อ!!! แถมตอนนี้ผมคิดว่าหมออาจจะแค่เห็นผมเป็นเรื่องสนุกของเค้า ได้แกล้ง ได้เอาชนะและแปลกใหม่...หลี่อี้เฟิงคนร่าเริง ช่วงนี้แปลกไปจนเจ๊เฉินคงสังเกตได้ เลยต้องถามออกมา

"อี้เฟิง เป็นอะไรรึเปล่า ไม่สบายตรงไหนมั้ย อีก 2 วันก็ต้องไปตัดไหมแล้ว แผลก็น่าจะเกือบหายแล้วนี่ ถ้ามีอะไร เราไปให้หมอดูก่อนมั้ย 

ทำไมดูซึมๆแล้ววันนี้ก็โดนผกก.บ้าอำนาจนั่นว่าอีก ก็อย่าไปคิดอะไรมากนะ!!!
งานถ่ายที่นี่ก็เกินครึ่งเรื่องแล้ว อดทนอีกหน่อย ก็จะเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องที่เล่าให้พี่ฟัง ก็ไม่ต้องห่วง พี่จะพยายามบอกบริษัทให้ แต่ไม่อยากให้มีปัญหากันระหว่างถ่าย ไม่งั้นจะเสียงานกันซะเปล่าๆ"

"ครับ เจ๊ ผมเข้าใจ ผมก็มืออาชีพนะ ไม่ได้เพิ่งเป็นดารา ผมรู้ว่าเราควรทำอะไรบ้าง แต่ช่วงนี้ผมขออยู่คนเดียวเงียบๆนะ ไม่อยากยุ่งกับใคร แล้วเจ๊คอยกันผกก.ออกห่างผมด้วยละกัน"

ตอนนี้ผมนั่งท่องบทที่จะถ่ายฉากกลางคืนอยู่ครับ วันนี้กว่าจะได้กลับคงดึกมาก...

ตอนนี้เย็นแล้ว ผมก้มมองโทรศัพท์ ข้อความจากคนที่ผมคิดถึงยังคงถูกส่งมา...เมื่อไหร่เค้าจะเข้าใจนะ ว่าไม่ควรมีอะไรมากไปกว่า ดารากับหมอฟันที่บังเอิญไปรักษาที่คลินิกก็แค่นั้น...

"อย่าลืมกินยามื้อสุดท้ายนะ หมดมื้อนี้ ยาก็หมดแล้ว ผมควรทำไงดี
 คุณยุ่งมากเหรอ ทำไมถึงไม่ตอบข้อความผมมาบ้าง...
รู้แบบนี้ไม่ให้หายก็ดีสิ...ผมอยากเจอคุณ ไปหาได้ไหม อยู่ไหน"

                                               หมอฟันของคุณ

คำลงท้าย ทำให้ผมรู้สึกเศร้า ผมก็อยากเจอเค้า อยากเป็นคนไข้ให้เค้าดูแล แต่ผมต้องห้ามใจเอาไว้ ตอนนี้ต้องตั้งสมาธิในการทำงานก่อน ฉากคืนนี้ก็ยากซะด้วย ต้องส่งอารมณ์กับนางเอก ผมต้องผ่านมันไปให้ได้ โดยที่ไม่ให้ผกก.มาว่าผมได้ 


              "คัท!!!! เอาล่ะ คืนนี้พอแค่นี้ ดีมาก อืม ผลจากการที่ผมดูแลคุณ เป็นไงล่ะ อี้เฟิง ที่ผ่านมาได้เนี่ยะ เพราะผมซ้อมให้คุณตั้งหลายรอบ ไปๆๆ วันนี้ผมเลี้ยงเหล้าเอง เจ๊เฉินก็ไปด้วยกันนะ ผมเลี้ยงๆๆ" 

เจ๊เฉินไม่รู้จะปฏิเสธยังไง สุดท้าย ก็มีผม ผกก. เจ๊เฉิน แล้วก็พวกช่างไฟ กับตัวประกอบอีก 2-3 คน ไปร้านอาหารกึ่งภัตตาคาร ค่อนข้างหรูพอควร ไม่ห่างจากกองถ่ายมากนัก...

"ผกก.ครับ ผมไม่ไปได้ไหม ผมไม่อยากให้นักข่าวมาเจอ"

"อะไรกันอี้เฟิง ถ้านักข่าวมาเจอก็ดีสิ เราไปกันหลายคน เค้าก็ต้องเห็นว่ากองเรารักสามัคคีกันดี คุณมากับผกก.ใหญ่นะ จะกลัวอะไร???"

มากะอีตาผกก.ลามกนี่แหละ น่ากลัวที่สุด!!! ผมเลยไปกระซิบเจ๊เฉินว่าให้คอยดูผกก.ให้ดี อย่าให้มายุ่งกับผม เพราะเจ๊บอกผมว่า มันจะไม่ค่อยดีถ้าเราปฏิเสธผกก.ไป ทั้งๆที่เค้าพูดแบบนี้


พอมาถึงที่ร้าน สถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่ใจผมคิด...

 ร้านนี้มีห้องแยกเป็นห้องส่วนตัวแยกๆกันไป สามารถนั่งได้เกือบ 10 คนต่อห้อง ร้านเป็นแนวสไตล์ญี่ปุ่น นั่งพื้น มีเบาะรอง ผมถูกจัดนั่งใกล้ผกก.

เหมือนกับพวกตัวประกอบนั่นจะรู้กัน เจ๊เฉินถูกกันให้ห่างออกจากผม แต่ว่าก็ยังดีที่อยู่กันหลายคน เราก็กินอาหารกันไป ผมจิบๆเหล้าเข้าไปเล็กน้อย ตามที่ผกก.พยายามคะยั้นคะยอ...

แต่ทำไม ผมรู้สึกมึนหัวมากก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน...ผมมองนาฬิกาที่ผนังร้าน ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมอยากกลับ ส่วนเจ๊เฉินนั่นเมาแทบหลับไปแล้วครับ ผมเลยคิดว่าคงต้องเอาตัวรอดก่อน

"ผกก.ครับผมไม่ค่อยสบาย ขอกลับก่อนนะครับ" 


"อารายกัน อี้เฟิง  ผมว่าคุณก็ดูสบายดีนี่นา มาๆๆ ดื่มเป็นเพื่อนผมอีกหน่อยนะ ดูสิ คนอื่นๆนี่ไม่ไหว คออ่อนกันมาก ผจก.คุณก็เหลือเกิน แล้วใครจะพาคุณกลับที่พักล่ะ" ผกก.พูดด้วยเสียงที่เมาๆ กลิ่นเหล้าเริ่มทำให้ผมเวียนหัว ผมกินเหล้าได้นะ แต่ก็ไม่ได้มาก...จริงๆวันนี้ก็ไม่ได้มากอะไร แต่ทำไมรู้สึกว่าแรงมาก

ผกก.เริ่มเอามือมาวางแปะที่หน้าขาผม...ตัวเค้าเริ่มขยับเข้ามาใกล้ 

ผมเห็นท่าไม่ดีแล้ว เลยลุกขึ้น... แต่ไม่รู้ทำไม วันนี้มันรู้สึกมึนมากๆๆ มากจนผิดปกติ ผมเซลงมานั่งอีกครั้ง ผกก.นั่นเข้ามากอดผมไว้ เอาหน้ามาซุกกับหน้าอกผม...

"อย่าเพิ่งไปสิ อี้เฟิง อยู่ด้วยกันก่อน ไม่อย่างนั้นจะฟ้องต้นสังกัดเลยนะ" เสียงเค้าอู้อี้เพราะความเมาและใบหน้าที่กดอยู่กับตัวผม

ผมดิ้นขยับไปมา ยิ่งทำให้ผมมึนหัวเข้าไปใหญ่...

"ผมไม่ไหวแล้วครับ ขอกลับก่อน ฝากดูเจ๊เฉินด้วยนะครับ" ผมอาศัยจังหวะที่ผกก.เริ่มคลายมือออก ลุกขึ้นและพยายามหาทางออกจากร้าน 

ผมเวียนหัวครับ เดินเซๆๆไปเกาะที่ประตูทางออก...



ตอนนั้นเอง ก็มีคนมาเกาะที่หลังผม!!!




"ไม่ๆๆ อี้เฟิง นายไปไม่ได้ ชั้นบอกนายแล้วไง ว่าถ้านายออกไป ชั้นจะแจ้งต้นสังกัด"


ผมมองไปรอบๆ ดีนะว่าในร้านตอนนี้เริ่มไม่ค่อยมีคนแล้ว และดูเหมือนเจ้าของร้านจะเป็นใจกับผกก.นี่ ถึงไม่มีใครมายุ่งกับผมเลย

"ไม่ได้ครับผกก. ผมปวดหัวมากแล้ว ขอตัวก่อนละกันครับ"

ผมพยายามดิ้นสุดชีวิต แต่ผกก.นี่มือเป็นตุ๊กแกเลยครับ กอดก่ายผม พยายามจะเอามือมาจับจุดนั้นของผม...

ตัวเค้ากับผมก็พอๆกัน แต่เค้าอ้วนกว่าผมอีก เลยมีน้ำหนักตัวกดลงมามาก ผมเลยยังไม่สามารถจะหลุดออกมาได้


ทันใดนั้น...ก็มีมือใหญ่มาผลักผกก.ล้มลงไป พร้อมกับฉุดข้อมือผมออกมาด้วยสภาพที่เสื้อเริ่มหลุดออกจากกางเกงเนื่องจากการดิ้นรนเมื่อกี้ เค้าพาผมลัดเข้าไปในซอยเล็กๆหลังร้าน ผมวิ่งตามเค้าไปแบบงงๆ จนคนตัวใหญ่หยุด ผมจึงไปชนแผ่นหลังเค้าจังเบ่อเริ่ม...ผมจำกลิ่นนี้ได้ กลิ่นน้ำหอมจางๆนี่ ที่ผมชอบ ผมอยากจะซุกหน้าไว้ตรงนี้จริงๆนะ...


เค้าหันหน้ามา พร้อมกับดึงรั้งผมไปกอดไว้...


"นี่คุณดาราครับ อยากถูกผกก.ปล้ำหรือยังไง ถึงได้ยอมมากับเค้า??? แล้วใครใช้ให้คุณดื่มแอลกอฮอล์ คุณยังไม่ได้ตัดไหมเลยนะครับ ทำไมไม่เชื่อฟังหมอ"


ตอนนี้ผมปวดหัวมาก ผมรู้ตัวเองดีว่าคิดถึงคนตรงหน้ามากขนาดไหน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้ นอกจาก...

"ผมขอโทษ" ผมพูดด้วยเสียงแผ่วเบา...

"คุณนี่นะ เป็นดาราประสาอะไร ไม่ดูแลตัวเอง แถมยังปล่อยเนื้อปล่อยตัว ขนาดนี้ ฮะ!!! อยากให้ผกก.นั่นมากินคุณหรือไง!!!" เค้าเสียงดังมาก จนผมรู้สึกตัว แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปโต้เถียงด้วย...

ผมได้แต่ซุกหน้าอยู่กับแผงอกแข็งแรงนั่นต่อไป แรงกระเพื่อมจากการหายใจและความถี่เหมือนจะแรงขึ้นด้วยความโมโห!!!


"ถ้าผมไม่ตามไปที่กองถ่ายก่อน ป่านนี้คุณเสร็จผกก.นั่นไปแล้วล่ะ เค้าวางยาคุณ รู้ไว้ซะ...อาการแบบนี้ เชื่อหมอได้เลย คุณนี่น้า...ชอบทำให้ผมเป็นห่วง"


เค้าพูดจริงเหรอ??? เค้าเป็นห่วงผม...แต่ตอนนี้ผมมึนหัวและรู้สึกผะอืดผะอม ผม...ผม...อยาก....อ้วกกกกกกกก 

"แหวะะะะะะะะะะะะะะะะ" เอ้า!!! ผมอ้วกใส่เสื้อเค้าเลย...



"เฮ้ย!!!! อะไรของคุณเนี่ยะ โอ้โห+++ แล้วจะทำไงกันล่ะ ดูสิเนี่ยะ เสื้อตัวโปรดผม อี๋ๆๆ"

"ผมขอโทษ" ผมพูดคำเดิม เหมือนเริ่มจะรู้สึกตัวมากขึ้น แต่ว่ายังมึนหัวอยู่ ผมเลยเซๆไป เค้าจับมือผมไว้ แล้วลากเดินไป...

"ตามผมมาเลย เรามีเรื่องต้องจัดการกันอีก คุณต้องรับผิดชอบที่ทำเสื้อผมเลอะเทอะแบบนี้" เค้าพาผมไปขึ้นรถเค้า

พออยู่ในรถ เค้าถอดเสื้อตัวเองออกแล้วโยนไปที่เบาะหลัง เหลือแต่เสื้อกล้ามสีขาวด้านใน เปิดเผยให้เห็นกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ดูแข็งแรงชัดเจนยิ่งขึ้น...เค้าหยิบกระดาษทิชชู่ในรถมาเช็ดตัวเอง แล้วหยิบมาเช็ดที่ปากและหน้าผม   


ผมสบตาเค้า แล้วมอง แต่ไม่พูดอะไร... 

"คุณดาราครับ อย่าทำหน้าแบบนี้ หน้าคุณตอนนี้มันกำลังยั่วผมอีกแล้ว เข้าใจมั้ย???"

ผมเปล่านะ ผมแค่อยากมองเฉยๆ แต่ตอนนี้หน้าผมมันร้อนมาก...สักพัก ใบหน้าคนตรงข้ามกำลังเข้ามาใกล้ ผมรีบผลักเค้าออกไป

"อย่า!!! เดี๋ยวนักข่าวมาเห็น" ผมพูดไปด้วยเสียงแผ่วเบา เพราะหมดแรงจะทำอะไรแล้ว

"ทีแบบนี้กลัวนักข่าว อีตอนอยู่กับผกก.อ้วนบ้ากามนั่นในร้าน คุณไม่กลัว...ผมล่ะเชื่อคุณจริงๆ ใครจะถ่ายก็ถ่ายไปสิ ผมไม่เห็นจะสน!!!"

คราวนี้เค้าเอาปากประกบปากผม สองมือจับที่หน้าผมเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน แต่ผมก็ไม่คิดหนีอยู่แล้วแหละ ในเมื่อผมคิดถึงรสจูบนี้ใจจะขาด...

เค้าเอาลิ้นเข้ามาตวัดกวาดไปทั่ว เพื่อรับรสแอลกอฮอล์ที่ยังคงเหลือในปากผม อาจจะออกเปรี้ยวๆบ้างนิดหน่อยซะด้วยซ้ำ รสชาติแปลกพิลึกผสมปนเป แต่ดูเหมือนเค้าจะกระหายมากกว่าผมอีก ลิ้นผมและเค้าสัมผัส นัวเนียกันอยู่ในปากเหมือนโหยหากันมานาน...นี่ผมก็คิดถึงเค้ามากขนาดนี้เลยเหรอ!!!


สุดท้ายเค้าขบริมฝีปากล่างผมและพูด
"อืมมมมมม..."

พอเค้าถอนปากออกแล้วมองตาผมเหมือนมีคำถาม...

"ทำไมคุณไม่ตอบข้อความ!!!" นำ้เสียงเปลี่ยนเป็นคาดคั้นผม ในขณะที่ใบหน้าหล่อนั่นอยู่ห่างผมแค่คืบ

"คุณกลับบ้านไปเถอะ ผมกลับเองได้" ผมพูดและเบือนหน้าออกไปมองหน้าต่างด้านข้าง เมื่อเริ่มได้สติ 

"สภาพนี้ยังจะพูดแบบนี้อีกนะ!!!"
คราวนี้สีหน้าคนตรงข้ามเปลี่ยนเป็นโมโหทันที แล้วเร่งเครื่องสตาร์ทรถออกไปด้วยความเร็ว...



                                 ...โปรดติดตามตอนต่อไป...