วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ตอนที่ 6

ตอนที่ 6 ลุงฟุ


ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ในขณะที่เค้ายังคงจ้องผมแต่ผมก็เบือนหน้าหลับตาหนีเค้าไปอีกทางแบบนั้น

ชั้นขอกลับบ้าน วัดต้ามู่คือบ้านชั้น นายจะให้ชั้นช่วยอะไรก็บอก เสร็จแล้วก็ส่งชั้นกลับได้มั้ย?”

ผมยังคงบอกเค้าออกไปด้วยเจตนาเดิมที่ตั้งใจไว้ เค้ายังคงคร่อมอยู่บนตัวผมโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

ผมว่ามันนานเกินไปนิดหน่อย จึงหันหน้ากลับมาแต่ก็ยังพบว่าเค้ายังคงจ้องอยู่แบบนั้นเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

นะ...นายฉีซาน นายเป็นอะไรหน่ะ?”

ชั้นขอถามใหม่อีกครั้ง นายจะอยู่กับชั้นที่นี่เลยได้มั้ย?”

ผมยังคงต้องยืนยันคำตอบเดิม ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมรู้สึกว่าหน้าตาเค้าเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกที

ชั้นอยากกลับ นายส่งชั้นกลับได้ใช่มั้ย?”

ทำไมล่ะ นายไม่มีญาติที่ไหน ทำไมนายจะต้องกลับไปด้วย

แล้วทำไมชั้นต้องอยู่ล่ะ ในเมื่อที่นี่ชั้นก็ไม่มีใครเหมือนกัน

ทำไมนายถึงไม่เคยเชื่อฟังชั้นเลย ก็ชั้นบอกแล้วว่านายเป็นหลานของอู๋เหล่า ที่นี่นายมีปู่อยู่นะ

นายจะบ้ารึไง ชั้นไม่ใช่คนที่นี่ นายฉีซาน นายส่งชั้นกลับเถอะ นะๆๆ จะเอาเลือดเอาอะไรก็เอาไป แล้วชั้นขอกลับวัด

สรุปนายจะไม่ยอมอยู่ใช่มั้ย?”

ใช่!!! นะ... นาย นายจะทำอะไรหน่ะ ปล่อยนะ นายฉีซาน นายมันบ้าไปแล้ว

เค้าเอาหน้ามาซุกไซร้ที่ซอกคอของผม แล้วก็เอามือควานลงไปที่ส่วนล่าง ล้วงเข้าไปในกางเกงผ้าที่ง่ายต่อการเข้าถึง

มือเค้าจับเข้าที่ส่วนล่างของผมเต็มที่ ผมตกใจมาก...พยายามเอามือปัดป้องออกและยกขาขึ้นเพื่อขัดขืนเต็มที่ เหมือนสงครามเล็กๆเลย เราต่อสู้กันจนเสื้อเค้าและผมเริ่มเปิดออก มือผมไปปัดโดนรอยสักจนนูนขึ้นมาหลายครั้ง พอผมได้จังหวะกัดเข้าที่ไหล่ขวาเค้าเต็มแรง...

ผมไม่ยอมให้เค้ามาทำแบบนี้กับผมแน่ๆ...

โอ๊ย!!! อู๋น้อย นายกัดชั้น โอ๊ย!!!”

นายฉีซาน ลุกขึ้นเอามือกุมไหล่ สักพักก็มีเลือดไหลออกมาจากแผลที่ผมกัด เอ๊ะ!!! ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้กัดแรงขนาดนั้นนี่นา ทำไมเลือดไหลซึมออกมาเรื่อยๆล่ะ

นายฉีซาน นาย...ทำไมเลือดออกแบบนั้น

ผมกำลังจะดูแผลตรงนั้น แต่เค้าลุกออกไปจากตัวผมและไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับเอาผ้าสะอาดมาซับเลือดตรงนั้นไว้ พร้อมกับถอดเสื้อออก ทำให้ผมเห็นรอยสักมังกรที่แผ่อยู่ที่แผ่นหลังและส่วนไหล่ ผมเริ่มรู้สึกผิดจึงเดินเข้าไปจะไปซับเลือดให้ เค้ากลับปัดมือผมออก

ไม่ต้องมายุ่ง ชั้นจัดการเองได้

นายฉีซาน นายเป็นอะไรมากมั้ย ทำไมเลือดไม่หยุดสักทีล่ะ

นายจะมาเป็นห่วงชั้นทำไม ในเมื่อสุดท้าย นายก็จะไปอยู่ดี

ผมไม่เข้าใจเลย ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ เค้าอยากให้ผมอยู่ด้วยไปตลอดจริงๆเหรอ พวกเราเจอกันไม่กี่วัน ทำไมเค้าถึงได้อยากให้ผมอยู่นักนะ

นายห้ามเลือดก่อนมั้ย

ไม่!!! ปล่อยให้มันไหลไปนี่แหละ ชั้นจะกลับห้อง นายก็พักนะ"

สุดท้าย เค้าก็ลุกและเดินออกจากห้องไป นี่มันอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว รู้สึกปวดหัวตุ๊บๆขึ้นมาอีก เฮ้อ!!! คืนนี้ช่างมันก่อน หวังว่าเค้าจะไม่เป็นมาก ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ผมก็ไปนอนต่อดีกว่า

..................................เช้าวันรุ่งขึ้น...............................................

วันนี้มีพ่อบ้านมาดูแลผม พาผมไปห้องอาบน้ำ เอาชุดใหม่มาให้ผมเปลี่ยน เป็นชุดลำลองแบบยาว ผมเคยเห็นในภาพวาดหนังสือเก่าๆที่วัด

พ่อบ้านพาผมออกไปที่ห้องโถง ผมรู้สึกดีขึ้นมาก แต่พอเห็นหน้าคนที่
นั่งรออยู่ผมรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ เค้าแต่งตัวในชุดยาวสีเทาสบายๆ ไถผมขึ้นอีกเล็กน้อย ใครเห็นก็ต้องว่าคนๆนี้ดูดีมากๆแน่ๆ ผมเห็นเค้าแบบนี้ก็อดชื่นชมไม่ได้จริงๆ...

กับข้าวมากมายวางอยู่ที่โต๊ะ แต่เหมือนมีแค่ผมกับเค้าที่กินกันอยู่สองคน ไม่มีเสียงใครพูดอะไร จนกระทั่งพ่อบ้านพูดขึ้น

คุณชาย อิ่มแล้วเหรอครับ ทุกทีคุณกินเยอะกว่านี้นะ แล้วนี่คุณก็มีแผล

หยุดนะลุงฟุ ไม่ต้องพูดอะไร ผมอิ่มแล้ว นายล่ะ อิ่มหรือยัง

เอาจริงๆผมก็กินอะไรไม่ค่อยลงหรอกครับ ผมเลยวางตะเกียบลง...

อืม...อิ่มแล้วผมเงยหน้ามองเค้า เค้าไม่เหมือนตอนอยู่ที่วัดต้ามู่เลย ดูซีเรียสมาก ตอนผมเอาข้าวมาให้เค้ากินตอนนั้น ยังดูหน้าตาสดใสกว่าตอนนี้อีกนะ

นายพักที่นี่อีกสองสามวัน ชั้นจะพานายไปบ้านสกุลอู๋

เค้าพูดแค่นี้แล้วก็ลุกขึ้นเดินหายไป ผมไม่รู้จริงๆว่าต้องทำยังไงต่อไป ก็คงได้แต่รอ...

ผมอยู่เฉยๆไม่เป็นหรอกครับ ดังนั้นผมจึงเข้าไปช่วยงานลุงฟุ และทำงานบ้านหลายอย่าง พวกลุงๆป้าๆพากันเกรงใจผมเพราะถือว่าเป็นแขกของคุณชายพวกเค้า 

ผมก็ชินกับการทำงานที่วัดอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดีแล้ว อาการปวดหัวก็ไม่มีแล้วด้วย ผมแค่รู้สึกเครียดกับบรรยากาศเวลาที่มีนายฉีซานมากกว่า...

สองสามวันมานี้ เค้าดูหน้าซีดลงทุกวันๆ โดยที่จะมากินข้าวกับผมทุกมื้อเหมือนเป็นหน้าที่ ไม่ยอมพูดอะไรกับผมอีก จนบ่ายวันนั้นผมไปช่วยลุงฟุดูแลสวน ผมเริ่มชินกับทุกคนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คงเป็นเพราะพวกเค้าก็เป็นคนน่ารักกันทุกคน

ลุงฟุ ทำไมคุณชายของลุงถึงได้ดูหน้าซีดแล้วก็ไม่ค่อยมีแรงเลยล่ะ?” ผมเอ่ยถามออกไป

คุณหนูอู๋ครับ...คุณชายไม่ยอมทายา ผมล่ะกลุ้มใจมากจริงๆ

ลุง ผมบอกแล้วไงว่าทำไมชอบเรียกคุณหนูกัน เรียกผมว่าอู๋เสียเฉยๆก็พอครับ
โอ๊ย ไม่ได้หรอกครับ คุณชายสั่งไว้ พวกผมก็ต้องทำตาม

นายนั่นอีกแล้ว แต่ผมว่าเค้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ

นั่นแหละครับคุณหนูอู๋ พวกผมนะ พูดเท่าไหร่ๆ คุณชายก็ไม่กินยาเลย ยาก็ไม่ทา ผมแอบเห็นคุณชายมีแผลที่ไหล่ใหญ่มากเลย ไม่รู้ไปทำอะไรมา มันดูอักเสบและบวมด้วย ผมล่ะอ่อนใจจริงๆ"

ลุงบอกว่าแผลที่ไหล่เค้าใหญ่มากเหรอครับ แล้วเค้ายังฝืนมานั่งกินข้าวกับผมทุกมื้ออีก ทำไมไม่ไปนอนพัก

นั่นแหละครับ ผมว่าตั้งแต่คุณชายพาคุณมา ผมว่าคุณชายแปลกไปมาก ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แต่ผมไม่เคยเห็นเลย ตอนคุณหนูไม่ฟื้น คุณชายก็มานั่งเฝ้า ผมหน่ะ อยู่บ้านนี้มาหลายปี ก็เพิ่งเห็นคุณชายเป็นแบบนี้ก็ช่วงนี้แหละครับ

หลังจากทำสวนเสร็จ ผมก็กลับเข้ามาที่ห้องพัก อาบน้ำเตรียมตัวกินข้าวเย็น และกะว่าเย็นนี้จะต้องคุยกับเค้าให้รู้เรื่องว่าทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ ผมกัดเค้า แต่ไม่ใช่ว่าจะให้เค้าไม่สบายซะหน่อย แล้วยังต้องมานั่งทรมานกินข้าวกับผมทุกวันแบบนี้ทำไม...

ทันใดนั้นลุงฟุก็มาตะโกนอยู่หน้าห้องผม

คุณหนูอู๋ครับ เปิดประตูหน่อยครับ

ผมเดินออกไปเปิดประตูไม้ด้านหน้า

มีอะไรเหรอครับลุง

ก็คุณชายหน่ะสิครับ ปัดยาตกทิ้งหมดเลย ผมจะทายาให้ก็ไม่ยอม คุณหนูช่วยไปพูดหน่อยได้มั้ยครับ ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ๆครับ

ได้ๆ เดี๋ยวผมไปช่วยดูเองครับ

ผมจึงเดินตามลุงฟุไปจนถึงห้องนอนของนายฉีซาน เค้านอนอยู่ที่เตียง ในขณะที่มีคนกำลังเก็บกวาดเศษแก้วและเช็ดถูพื้นอยู่

ลุงฟุ ไปต้มยามาใหม่ไป แล้วไหนล่ะยาทา ออกไปก่อน เดี๋ยวผมดูเค้าเองครับ

สักพักทุกคนก็ออกไป ผมจึงเดินไปนั่งข้างเตียง เค้ายังคงนอนหันเข้าหากำแพงอีกฝั่งหนึ่ง โดยที่ไม่หันมาทางผมเลยเมื่อผมพูด

นี่...นายฉีซาน นายจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ ดูสิ คนทั้งบ้านเค้าเป็นห่วงนายกันทั้งนั้น ไหน ขอชั้นดูแผลนายหน่อย ชั้นว่าชั้นไม่ได้กัดแรงนะ ทำไมมันถึงเป็นเยอะได้ล่ะ

ก็คนสกุลอู๋ ทำร้ายชั้น นายกัดชั้น มันก็เป็นแบบนี้แหละ

ในที่สุด เค้าก็พูดออกมา แต่คุยกับกำแพงนะครับ ไม่ได้พูดกับผม ผมดึงเสื้อเค้าลง ทำให้เห็นแผลที่ค่อนข้างลึกและอักเสบจริงๆ

โหหหห เป็นขนาดนี้ นายยังไม่ยอมทายาอีก

เค้าดึงเสื้อกลับ แล้วหันมาพูดกับผม

นายจะมายุ่งอะไร?”

นี่ นายฉีซาน นายจะมางอนอะไร ในเมื่อวันนั้นก็เป็นนายนะ...ที่...เอ่อ...นายอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย มา ทายาก่อน ชั้นจะทาให้ ดูสิ ทำจนทุกคนเค้าวุ่นวายกันไปหมด

ผมกำลังจะเอามือไปทายาให้เค้า เค้าก็สะบัดไหล่แล้วลุกขึ้นนั่ง

ไม่ ไม่ทา จนกว่านายจะรับปากว่าจะอยู่

นี่ นายจะมาใช้มุขแบบนี้ไม่ได้นะ

ก็ชั้นไม่มีทางเลือก ชั้นมันเป็นทหาร รู้จักแต่การใช้กำลัง นอกนั้นก็ไม่รู้แล้ว


เค้าเอื้อมมือมากอดผมไว้ ผมกำลังจะดิ้น แต่เค้าร้องขึ้นมา ผมเลยไม่กล้าดิ้นอีก กลัวเค้าเจ็บ

อู๋น้อย ชั้นชอบนาย"

“นายฉีซาน นายพูดอะไร”

.............................โปรดติดตามตอนต่อไป..................................




วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ลิขิตแห่งฟ้า ใต้หล้านี้เพื่อเธอ ตอนที่ 2

"ภาพที่เห็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิด"




ตอนที่ 2 องค์หญิงอู๋อี้


                  เช้านี้มีแต่ความตึงเครียดมากกว่าเช้าวันไหนๆ เค้ารู้ดีว่า การปกปิดแบบนี้ยิ่งทำให้คนตรงหน้าโกรธเคืองมากขึ้น แต่เขาไม่ได้คิดจะปิดบังนะ เขาแค่รู้สึกว่าจะจัดการปัญหานี้เอง เพราะยังไงเขาก็ไม่รับคนอื่นเข้ามาเพื่อเป็นราชินีอยู่แล้ว เขาทำไม่ได้ ในเมื่อเขาสองคนรักกัน ราชาถิงยื่อจึงจับข้อมือน้อยๆที่เพิ่งจะปาจดหมายใส่เขาไว้ แล้วปาดน้ำตาคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา

"เฟิงเฟิง ข้าไม่ได้อยากจะปกปิดเจ้านะ แต่ข้าคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่นางจะมาถึงด้วยซ้ำ เจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ"

"หมายความว่าไง เจ้าจะไม่รับนางมาเป็นราชินีเหรอ???"

"ข้าจะรับได้ยังไงก็ข้ามีเจ้าอยู่แล้ว หรือว่าเจ้าจะรับดีล่ะ"

คนตรงหน้าหลุดขำ เอามือเล็กๆที่กำอยู่ ชกมาที่เขาทีนึง

"ถิงยื่อ เจ้าจะบ้ารึไง ข้าจะไปรับนางมาเป็นสนมได้ไง ในเมื่อ...."

"ในเมื่อ...อะไร ในเมื่อเจ้าก็เหมือนเป็นฮูหยินข้าใช่มั้ย เอ๊ะ หรือข้าเป็นฮูหยินเจ้า 55555"

"ถิงยื่อ เจ้าหน่ะ มัวแต่ขำ เรื่องนี้มันไม่ใช่ว่าเราจะรับหรือไม่รับ แต่มันหมายถึงเรื่องราวของสองดินแดนเลยนะ"


"ข้ารู้ดี จึงเขียนจดหมายตอบไปแล้ว เพื่อให้ราชาของดินแดนซารับรู้ เราจะรับของกำนัลทั้งหมดเอาไว้เพื่อรับไมตรี แต่ว่าองค์หญิงนั้น เดินทางมาไกล เราจึงจะต้อนรับอย่างดี และให้ท่านพำนักก่อนค่อยส่งกลับพร้อมของเชื่อมสัมพันธ์ แบบนี้เจ้าว่าดีมั้ยล่ะ"

เจ้าว่าดีก็ดี แต่ทีหลังอย่าปิดข้า เข้าใจมั้ย??? เราปกครองดินแดนร่วมกัน ถึงแม้ว่าเรื่องการเมืองการปกครองอะไร ข้าจะไม่เก่งเท่าเจ้า แต่ว่าข้าก็อยากช่วยเจ้าแบ่งเบาด้วยเหมือนกัน

ถิงยื่อรู้สึกผิดหรือว่าอะไรไม่ทราบได้ หลังจากที่เค้ากอดเฟิงเยว่เอาไว้แน่น วันนั้นทั้งวัน เค้าก็เฝ้าคอยเอาใจ พูดคุยอยู่ไม่ห่าง หากแต่ว่าเฟิงเยว่ยังอดห่วงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อมาไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าองค์หญิงแห่งดินแดนซามาถึงแล้ว จะเป็นยังไงต่อไป....


อีกสามวันให้หลังขบวนรับเสด็จขององค์หญิงแห่งดินแดนซาก็มาถึง ภายในเขตวังดินแดนยื่ออ้ายเยว่ ก็เตรียมการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ สองราชาแต่งกายด้วยสีที่ตัวเองชื่นชอบเพื่อให้เป็นคู่กัน มีลวดลายเล็กๆบนผ้าแบบเดียวกันด้วย ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องนึกชื่นชมความงดงามของทั้งสองอยู่ในใจ



เมื่อขบวนเกี้ยวมาถึงหน้าวัง ทั้งสองก็นั่งอยู่บนบัลลังก์เคียงข้างกันเพื่อรอการถวายคำนับซึ่งเป็นประเพณีที่ทุกดินแดนทำเหมือนกันหมด...


องค์หญิงแห่งดินแดนซา แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหมดจดเป็นสีเหลืองที่เป็นสีสัญลักษณ์ของดินแดนซา
ในสายตาของทุกคนในวังล้วนตกตะลึงในความงามขององค์หญิงเมื่อเดินผ่านเส้นทางเพื่อคำนับราชาทั้งสอง...


ข้าน้อยอู๋อี้ ขอถวายคำนับแด่ราชาถิงยื่อและราชาเฟิงเยว่ ท่านพ่อได้ฝากของเชื่อมสัมพันธไมตรีมายังดินแดนยื่ออ้ายเยว่ของพวกท่านและหวังว่าพวกท่านจะตอบรับมิตรจากพวกเราชาวดินแดนซา


หามิได้องค์หญิง อันของกำนัลเชื่อมสัมพันธ์ทั้งหมดนั้น เราและเฟิงเยว่จะรับไว้ และยินดีให้องค์หญิงพำนักที่นี่ได้อย่างสบายใจ ดินแดนของเรากว้างใหญ่และมีธรรมชาติสวยงาม ขอให้ท่านเที่ยวชมก่อน ข้าจะให้ท่านแม่ทัพกวงเมาพาท่านไปท่องเที่ยวตามแต่ท่านต้องการ

ราชาถิงยื่อตอบรับไมตรี และจัดการเรื่องทุกอย่างภายใต้คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความรู้สึกขององค์หญิงอู๋อี้ นางรู้สึกได้ว่าราชาถิงยื่อไม่สนใจในตัวนางเลย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและหน้าตา หาได้หยุดอยู่ที่นางไม่....

ส่วนราชาเฟิงเยว่ถึงแม้จะดูสนใจในตัวนาง แต่เหมือนเพ่งพินิจเพื่อหาอะไรมากกว่าการตกตะลึงเช่นคนอื่นในห้องนี้ ตรงกันข้ามกับแม่ทัพใหญ่ด้านข้างที่มองนางเหมือนผู้ชายหลายๆคนที่เห็นนาง ทั่วทั้งดินแดนซา ไม่เคยมีใครไม่พอใจในตัวนาง ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจเท่าใดนัก...


ข้าแต่ท่านราชาทั้งสอง ไม่ทราบว่าท่านได้รับจดหมายบอกข่าวจากท่านพ่อก่อนแล้วหรือไม่ ข้าน้อยอู๋อี้ หาได้มาที่นี่เพื่อเที่ยวเล่น ข้ามาเพื่อเป็นของกำนัลหนึ่งจากดินแดนซาด้วยเช่นกัน

ก่อนที่ราชาถิงยื่อจะพูดอะไรออกมา ราชาเฟิงเยว่รีบแย่งพูดขึ้นก่อนว่า

เรื่องนั้น ไว้ค่อยคุยกันจะดีกว่า ตอนนี้ท่านมาเหนื่อยๆ ข้าได้ให้นางกำนัลจัดห้องไว้ให้ท่านแล้ว ดินแดนซาไม่ค่อยมีธรรมชาติแบบที่นี่ ข้าเลยไม่แน่ใจว่าท่านจะพอใจหรือไม่ ถ้ามีอะไรที่ดินแดนยื่ออ้ายเยว่ทำให้ท่านไม่พอใจ ขอให้ท่านบอกข้าได้เลยนะ เรื่องภายในวังนี้ ข้าเป็นผู้รับผิดชอบเอง

ถ้ามีใครสังเกตใบหน้าที่กำลังก้มหน้าคำนับและมือที่กำลังกำแน่นขององค์หญิงอู๋อี้ จะเห็นได้ว่านางกำลังโกรธ อะไรกัน!!! ท่านพ่อส่งข้ามาให้พวกท่าน แต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าราชาทั้งสองไม่มีใครสนใจข้าเลยนะ...

องค์หญิงอู๋อี้ถูกนำทางมายังห้องพักอีกปีกหนึ่งของวัง โดยมีผิงอัน เป็นคนมาส่งและคอยดูแลความเรียบร้อย เนื่องจากเฟิงเยว่ไม่ไว้ใจคนอื่นให้ทำหน้าที่นี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เค้าต้องการให้ผิงอันสังเกตความเคลื่อนไหวและสอดส่องความผิดปกตขององค์หญิงมาบอกแก่เขามากกว่า


นี่เจ้า ห้องพักฝั่งนี้กับฝั่งโน้น มันต่างกันยังไง ทำไมไม่ให้ข้าพักฝั่งโน้นล่ะ

เรียนองค์หญิง ทางด้านโน้นคือห้องแห่งจันทราเจ้าค่ะ เป็นที่พักของราชาทั้งสอง คิดว่าคงไม่สะดวกเท่าไหร่ ราชาเฟิงเยว่เลยให้ท่านพักฝั่งนี้ซึ่งเอาไว้ต้อนรับแขกจะดีกว่าเจ้าค่ะ

นี่พวกเค้าคิดว่าข้าเป็นแขกหรือยังไง ทำแบบนี้หมายความว่าอะไรกันแน่

ข้าน้อยไม่ทราบได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยชื่อผิงอัน หากมีอันใดที่องค์หญิงต้องการเรียกใช้สอยก็เรียกข้าได้เลยนะเจ้าคะ ท่านราชาเฟิงเยว่สั่งไว้ว่าให้องค์หญิงพักผ่อนก่อน ช่วงค่ำจะมีงานเลี้ยงต้อนรับ แล้วข้าจะมาช่วยดูแลเรื่องการแต่งกายอีกครั้งนะเจ้าคะ

ไปเถอะ จะไปไหนก็ไป ข้าอยากพักผ่อน

หลังจากนั้นผิงอันก็ไปที่ห้องแห่งจันทราเพื่อรายงานให้เฟิงเยว่รับทราบถึงสิ่งที่นางเจอมา...
ไม่เห็นจะน่ารักเลยเจ้าค่ะ สวยก็ไม่สวย สู้ราชินีของผิงอันก็ไม่ได้ สวยกว่าอีกเป็นไหนๆ

ผิงอัน เจ้านี่ ชักจะมากไปแล้วนะ ข้าให้ไปดูว่านางเป็นยังไง อยู่สบายดีมั้ย มีอะไรน่าสงสัยหรือเปล่า ไม่ใช่ให้มาตำหนินางแบบนี้

ก็มันจริงนิเจ้าคะ ถามมาได้ ว่าทำไมให้มาอยู่ที่นี่ ตัวเองเป็นใคร คิดจะมาอยู่ห้องแห่งจันทราฝั่งนี้ เชอะ!!! ฝันไปเถอะ

เจ้านี่น้า.....ตกลงที่ข้าให้ไปดูแลความเรียบร้อยนี่เป็นยังไง แล้วนางตำหนิอะไรเรื่องห้องพักหรือเปล่า ข้าไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด

ก็ไม่นิเจ้าคะ นางไม่เห็นบ่นอะไร หรือถึงจะบ่น ข้าน้อยก็ว่านางเรื่องมากไปเอง เพราะว่าที่ท่านสั่งให้จัดการ ห้องพักนั่นก็สบายมากๆแล้วนะเจ้าคะ


คืนนั้นที่วังยื่ออ้ายเยว่ ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับองค์หญิงแห่งดินแดนซาอย่างเอิกเกริก องค์หญิงลอบสังเกตราชาทั้งสองว่าแต่ละคนมีท่าทีกับนางยังไงกันแน่

ดูเหมือนราชาถิงยื่อจะเป็นคนง่ายๆสบายๆเข้าหาได้ง่ายกว่า ส่วนราชาเฟิงเยว่นั้นไม่ต้องพูดถึง นางรู้สึกไม่ถูกชะตาเอามากๆ เพราะเค้าดูจะคอยจับตาและจ้องจับผิดนางตลอด

นางจะต้องรีบพูดเรื่องที่จะถวายตัวเข้ามาให้ได้ เพื่อที่ว่าดินแดนซาจะได้ปลอดภัยและท่านพ่อของนางที่กำลังป่วยจะได้วางใจซะที ดีไม่ดีนางคิดว่านางจะได้เป็นราชินีแห่งดินแดนนี้ ดินแดนซาก็จะสบายไปตลอดกาล ดังนั้นทางที่จะเป็นไปได้มากที่สุดคือ...ราชาถิงยื่อ....



ณ ห้องแห่งจันทรา...
ขณะที่ทั้งสองราชากำลังถอดจิตเพื่อคุยกับราชาเทียนอวิ๋นและราชินีเซียงยื่อแห่งดินแดนอวิ๋น เกี่ยวกับหลานคนใหม่และถามไถ่สารทุกข์กันตามประสาพี่น้อง

พี่เฟิงเยว่ ถ้าหากว่าพี่ถิงยื่อไปหลงองค์หญิงจากดินแดนซาล่ะก็ท่านมาบอกข้าเลยนะ ข้าจะไปจัดการให้

เซียงเซียง เจ้าจะเป็นแม่คนอยู่แล้ว ยังจะพูดจาไร้สาระแบบนี้อยู่ได้ จะพลอยทำให้ข้าเดือดร้อนทุกทีนะ น้องคนนี้ เทียนอวิ๋น เจ้าทนนางไหวได้ยังไงกันนะ 555”

ราชาถิงยื่อผู้ซึ่งโต้เถียงกับน้องสาวคนนี้มาแต่ไหนแต่ไร กล่าวขึ้นแบบติดตลก

ถิงยื่อข้าว่าเจ้าก็อย่าประมาทจะดีกว่านะ จำได้มั้ยคราวก่อนที่หลิงมู่ พวกเราก็ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าเป็นยังไง คนดินแดนอื่นๆเหล่านี้มีความสามารถเฉพาะตัว โดยเฉพาะคนดินแดนซา เจ้าต้องระวัง เค้ามีทรัพยากรที่เราไม่มีมากมาย ไม่อาจหยั่งรู้ได้

ใช่ๆ พี่ถิงถิง ข้าว่านะ ท่านต้องระวังนางด้วย มาแบบนี้ไม่รู้ว่าจะมีอะไรแอบแฝง ส่วนพี่เฟิงเยว่ของข้า นับวันท่านจะสวยและน่ารักขึ้นทุกวัน ไว้ท่านต้องมาเยี่ยมข้ากับลูกด้วยนะ

เฟิงเยว่เห็นหน้าเซียงยื่อมีความสุข เค้าก็รู้สึกว่าคนเป็นแม่นี่ช่างมีใบหน้าที่บ่งบอกได้ถึงความสุขจริงๆ ส่วนตัวเขานั้น เกิดมาเป็นชาย แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ทั้งร่างกายและตัวเขากลายเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่โทษใครแต่ก็แค่น้อยใจในโชคชะตาที่ไม่สามารถรับความรู้สึกแบบนั้นได้

เซียงเซียงข้าต้องไปเยี่ยมเจ้าแน่ๆ อีกแค่ 3 เดือนเจ้าก็คลอดแล้ว พวกเจ้าตั้งชื่อกันรึยังล่ะ

คนดินแดนเหนือฟ้า ให้กำเนิดทารกใช้เวลาแค่ 3 เดือน รวดเร็วมาก แต่ว่าไม่ได้มีการเพิ่มประชากรได้เร็วเท่าใดนัก เพราะกว่าที่จะสามารถท้องได้แต่ละครั้ง ต้องเป็นความต้องการของเจ้าแม่หนี่วาร์ด้วย พวกเค้าเชื่อว่าต้องทำความดีสะสมมากพอ จึงจะสามารถให้กำเนิดทารกได้

ยังเลย ข้ารอท่านกับพี่ใหญ่มาตั้งให้แล้วกันนะ พี่ใหญ่ ท่านอย่าลืมที่ข้าบอก ดูแลพี่เฟิงเยว่ให้ดี ถ้าท่านเหลวไหลข้าจะอุ้มลูกไปจัดการกับพี่เลยนะ

หลังจากนั้นภายในห้องแห่งจันทราก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้งนึง...
เฟิงเยว่ยังคงเงียบไป เค้ามีเรื่องต้องคิดอีกแล้ว ทั้งเรื่ององค์หญิง เรื่องลูกและก็อะไรอีกหลายอย่างที่ยังกังวลอยู่ในใจ...

เฟิงเฟิง เจ้าเป็นอะไร เจ้าอย่าเงียบสิ เจ้าคิดว่าข้าจะเหลวไหลเหมือนที่เซียงยื่อบอกรึยังไง

ถิงถิง ข้าแค่รู้สึกกลัว ข้าไม่เคยคิดว่าจะตกอยู่ในสถานะที่จะต้องรู้สึกแบบนี้

เฟิงเยว่เดินมานั่งที่เตียงแล้วถอนหายใจ

ไม่เอาสิ เฟิงเฟิงของข้า เป็นคนเก่งจะตาย เจ้าไม่เคยกลัวอะไรนี่นา เมื่อก่อนข้าต่างหากที่กลัวเจ้า เวลาเจ้าทำตาสีน้ำเงินนะ น่ากลัวมากเลย

ถิงยื่อลงไปนั่งข้างๆ พร้อมกับจับมือเฟิงเยว่เอาไว้
เจ้าหน่ะเหรอกลัวข้า ข้าไม่เชื่อหรอก เห็นเจ้าท้าทายข้าหยั่งกับอะไร

ก็ดูตาเจ้าสิ ตอนนี้ก็ฟ้าดีๆอยู่หรอก แต่พอเจ้ามองข้าแบบโกรธๆนะ ข้ากลัวทุกทีเลย ตกลงเมื่อก่อนนั่นเจ้าโกรธข้าหรือว่าเขินข้ากันแน่

เฟิงเยว่หันไปเปลี่ยนตาเป็นสีน้ำเงินเข้มใส่ เพราะอดค้อนเค้าไม่ได้ ถ้าเอาเรื่องเก่ามาพูด เค้าซะอีกที่ต้องเขิน ตอนแรกคิดจะเอาชนะคนตรงหน้า แต่ไปๆมาๆกลับไปรักเค้าได้ แถมตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาวะที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะอึดอัดแบบนี้ไปอีกนานมั้ย

เฟิงเฟิง ดูตาเจ้าสิ น่ากลัวอีกแล้ว เอาล่ะๆ เจ้าอย่าทำตาดุใส่ข้าเลยนะ มามะ ข้าจะปลอบเจ้าให้หายโกรธเอง

หลังจากนั้นถิงยื่อก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับพยายามจะจูบ แต่ตอนนี้เฟิงเยว่ยังรู้สึกว่าตัวเองอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่นัก จึงเอามือพลักปากเขาออกไป

ถิงถิง อย่าสิ ข้าไม่อยากเล่นกับเจ้านะ
อะไรกัน ข้าอยากจูบคนที่ข้ารัก นี่เจ้าหาว่าข้าเล่นเหรอ
ก็เจ้าหน่ะ ชอบทำเหมือนกับว่าทุกเรื่องมันง่ายๆ ยังไงเจ้าก็แก้ได้หมด ดูอย่างวันนี้สิ องค์หญิงอู๋อี้คิดยังไงเจ้าก็น่าจะมองออก เจ้ายังให้ข้าไม่คิดอะไรเลยได้เหรอ

คิดอะไร ใครจะคิดอะไรก็ช่างเค้าสิ ข้ารักเจ้าก็พอแล้วนี่นา คนอื่นข้าไม่เคยจะสนใจ

ไม่ได้หรอกถิงถิง นางมองข้าเหมือนกับจะบอกว่า นางต้องการมายึดครองเจ้าและดินแดนนี้ ข้ารู้สึกได้จริงๆ

เฟิงเฟิง เจ้าก็คิดมากไป แต่ถึงนางจะอยากทำแบบนั้น ข้าไม่ยอมซะอย่างนางจะมาทำอะไรได้

เจ้าเนี่ยนะ ไม่ยอม แค่เห็นนาง เจ้าก็ชอบแล้วล่ะสิ ข้ารู้หรอกนะ

เฟิงเฟิง ถ้าเจ้าจะหาเรื่องข้า แล้วก็ไม่อยากให้ข้ายุ่งกับเจ้าวันนี้ข้าก็ไม่ว่า แต่เจ้าอย่ามาเหมาเอาว่าใครๆก็ต้องชอบนางสิ ถ้าเจ้าไม่เชื่อใจข้า ข้าก็หมดคำพูด

คนตัวใหญ่ลุกขึ้น เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขารักเฟิงเยว่แบบไม่มีข้อสงสัย อีกอย่างต่อให้มีผู้หญิงสวยมายั่วเขาตรงหน้า องค์หญิงแคว้นดินแดนไหน เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด

ถิงถิง เจ้าจะไปไหน
เขารู้สึกว่าเฟิงเยว่เริ่มเสียงอ่อนลงแล้ว เขาจึงเริ่มรู้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายได้เปรียบแล้วตอนนี้....เขาจึงเริ่มเดินแบบไม่เร็วนัก ทำท่าจะออกประตูไป
และเป็นไปตามคาด เฟิงเยว่วิ่งมากอดเขาจากด้านหลัง พร้อมกับพูดและเริ่มร้องไห้

ถิงถิง ไม่ๆๆ ข้าขอโทษ ข้าเชื่อเจ้า ข้าเชื่อใจเจ้า จริงๆนะ เพียงแต่...พักนี้ข้าเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันหลายเรื่องมาก ยิ่งข้าเห็นท่าทางขององค์หญิงอู๋อี้ที่มองเจ้า ข้ายิ่งไม่ชอบใจ เจ้าอย่าไปไหนเลยนะ อยู่กับข้าก่อน

ถิงยื่อไม่รอช้า เขารู้แล้วว่าเขาจะใช้จังหวะนี้ได้เปรียบได้ยังไง 555
เขาหันไปกอดร่างกายที่อวบอัด แน่นกำลังพอดีตรงหน้านี้ ถึงแม้พักนี้เฟิงเยว่จะผอมลงไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นร่างกายที่เขาชอบและอยากสัมผัสเหมือนเดิมอยู่ดี

เฟิงเฟิง พักนี้เจ้าขี้แยนะ เป็นอะไร เดี๋ยวๆก็ร้องไห้ เดี๋ยวๆก็น้อยใจ นี่เจ้าเริ่มจะเป็นผู้หญิงมากขึ้นอีกแล้วนะ รู้ตัวมั้ย!!!

ฮืออออ ถิงถิง ข้า....ข้ารักเจ้านะ ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้ามีใครอีก แค่คิดว่าถ้านางมาเป็นราชินีเจ้าได้ เจ้าก็จะมีพร้อมทุกอย่าง ข้าก็ปวดใจมากๆแล้ว ข้าไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้

เอาล่ะๆ คืนนี้เจ้าพูดให้ข้าฟังหมดแล้ว ข้าเข้าใจทุกอย่าง หยุดร้องนะ ข้าขอสาบานต่อฟ้า เหมือนที่ข้าเคยสาบาน ข้ารักเจ้าและมีเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าหากข้าผิดคำสาบาน ขอให้....

ก่อนที่ถิงยื่อจะสาบานจบ เฟิงเยว่ก็ยืดตัวขึ้น จูบที่ปากเขาอย่างนุ่มนวล มือที่โอบไว้ที่เอวของเฟิงเยว่ ได้ถูกโอบกระชับมากขึ้น ริมฝีปากประกบกันและเคล้าคลึงไปมา ถิงยื่อรู้สึกได้ถึงพลังแห่งจันทราของเฟิงเยว่อีกแล้ว มันทำให้เขาเย็นสบาย เขาจึงชอบที่จะจูบและกอดกับคนตรงหน้า เพราะมันทำให้เขาสบายทุกครั้งแบบที่ไม่มีใครทำได้ นี่ไงล่ะ เฟิงเยว่ยังไม่เชื่อเขาอีกเหรอว่าเขามีคนอื่นไม่ได้จริงๆ ต้องเป็นเฟิงเยว่เท่านั้น คนเดียวเท่านั้นจริงๆ...

ถิงยื่ออุ้มเฟิงเยว่ไปวางที่เตียง แล้วค่อยๆถอดชุดออก เผยให้เห็นร่างกายขาวผ่องตรงหน้าอีกครั้ง คราบน้ำตายังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้า
เฟิงเยว่เอามือถอดเสื้อผ้าให้ถิงยื่อเช่นกัน ตอนนี้เขาพร้อมที่จะให้ความสุขกลับคืนเพราะเขารู้แล้วว่าแค่คนๆนี้จะเดินออกไปเขายังทนแทบไม่ได้ ถ้าหากเขาไม่มอบความสุขนี้ให้ถิงยื่อ เขาก็คงแย่เต็มที่...

มือเล็กๆที่ค่อยๆถอดเสื้อคลุมออก ทำให้คนที่กำลังคร่อมตัวลงนั้นยิ้มเล็กน้อย...เขาแอบกระซิบข้างหูว่า
ยอมข้าแล้วล่ะสิ เจ้านี่นะ ต้องให้ข้าโมโหทุกที
เฟิงเยว่หันไปจูบที่แก้มของถิงยื่อที่กำลังกระซิบพอดี แล้วพูดตอบ
ก็ไม่งั้นข้าจะเป็นเฟิงเฟิงของเจ้าเหรอ ลิงยักษ์บ้า

หลังจากนั้นมีเสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังลอดออกมา ถ้ามีใครมาได้ยินเสียงหัวเราะนี้ก็คงรู้ว่าทั้งสองคนในห้องนี้กำลังมีความสุขมาก ม่านที่เตียงถูกปิดลง จึงไม่เห็นว่าด้านในนั้นกำลังส่งผ่านความสุขกันอย่างเร่าร้อนแค่ไหน...


ด้านนอกเงียบสงัด มีทหารยามเฝ้าอยู่ไกลๆ เป็นคำสั่งปกติถ้าราชาถิงยื่ออยู่แล้ว ไม่มีใครต้องกลัวอันตราย แต่ใครจะรู้ว่า บัดนี้นอกห้องแห่งจันทรา มีเงาของหญิงสาวคนนึงแอบซุ่มฟังอยู่ด้านหน้าประตู โดยนางได้ยินทุกอย่างแทบจะชัดเจน และเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไม ถิงยื่อถึงไม่สนใจนางเลย

.....องค์หญิงอู๋อี้กัดฟันแน่น พร้อมใช้วิชาอำพรางตัวเองกลับไปที่ห้องอย่างง่ายดาย เมื่อมาถึงห้อง นางจึงจัดแจงเอาของที่เตรียมไว้ออกมาวางที่โต๊ะ พร้อมกับพูดว่า
ข้าต้องใช้เจ้าจริงๆสินะ"

………โปรดติดตามตอนต่อไป.....

บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ภาคพิเศษ บทที่ 5

บทที่ 5 คำทำนาย

หลังจากนั้น ผมเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังไม่สามารถลืมตาได้ 
ได้ยินแต่เสียงดังมาจากด้านข้าง...

"หมอ ทำไมเค้ายังไม่ฟื้นอีกล่ะ นี่มันคืนนึงแล้วนะ"

"คุณชายครับ คุณชายก็รู้ ร่างกายเค้าไม่ได้แข็งแรงแบบคุณชาย คง
ต้องพักอีกสักหน่อย แต่ไม่มีอะไรผิดปกตินะครับ"

"แล้วชั้นต้องรอถึงเมื่อไหร่??? ฮะ!!! ชั้นถามนะหมอ"

นี่มันเสียงนายฉีซานนี่นา เค้าเสียงดังมาก ดุชะมัด ดุใครหน่ะ!!! น่ากลัวมากเลย

แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกปวดหัวและยังไม่สามารถขยับตัวได้ ทั้งๆที่ได้ยินทุกอย่างชัดเจน


"เอ่อ คุณชายใจเย็นๆสิครับ ผมก็จนใจที่จะบอกได้ อาจจะพรุ่งนี้หรืออีกกี่วัน คงต้องแล้วแต่ฟ้าหน่ะครับ"

"ออกไป!!! ออกไปให้หมด ไม่ได้เรื่อง ไม่มีใครได้เรื่องสักคน"

มีเสียงคนกลุ่มนึงเดินซุบซิบกันออกไป สักพักทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบ ทุกคนคงออกไปหมดแล้ว

"อู๋น้อย ทำไมนายยังไม่ฟื้นอีก ชั้นพานายมาด้วย นายไม่อยากมาใช่
มั้ย อู๋น้อย ได้ยินมั้ย ตื่นสิ ตื่นขึ้นมาว่าชั้นเป็นปู่บ้า หรืออะไรก็ได้ อย่านิ่งไปแบบนี้"

ระหว่างที่มีเสียงพูด นายฉีซานจับมือผมเขย่า หลังจากนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆสัมผัสที่ปาก เป็นสัมผัสที่เริ่มคุ้นเคย

นายฉีซาน!!! นายจูบชั้นอีกแล้วนะ แต่แปลกแฮะ ผมรู้สึกเหมือนมีหยดน้ำ ตกลงมาที่ข้างแก้มผม เป็นไปไม่ได้!!! คนตัวใหญ่แข็งแรงแบบนี้ เค้าร้องไห้เหรอ น้ำที่หยดลงมามันคือน้ำตาใช่หรือเปล่า เพราะมันอุ่นๆด้วยเหมือนกันและผมได้ยินเสียงเค้าสั่นเมื่อพูดต่อ


"อู๋น้อย ชะ...ชั้น เอ่อ..."
...............................


"ฉีซาน นายไม่เคยอ่อนแอแบบนี้นะ"


ผมได้ยินอีกเสียงที่ไม่คุ้นอีกเสียงนึงเข้ามาในห้อง

"ฉีจุ่ย นายมาได้ยังไง ทำไมไม่ดูอู๋เหล่าไว้ล่ะ"

"ชั้นได้ข่าวว่านายกลับมาแล้ว เลยมาดู คิดไม่ถึง นายจะพาเค้ามาจริงๆ นายยังจำที่ชั้นบอกได้ใช่มั้ย ฉีซาน"

"จำได้สิ แต่นายก็บอกเองหนิว่า ไม่ว่ายังไงชั้นก็ต้องพาเค้ามา ทำนายเองแล้วทำเป็นลืมนะ"

"เปล๊า!!! ชั้นไม่ได้ลืม แต่ไม่คิดว่าจะเห็นนายมาคร่ำครวญแบบเมื่อกี้ 
ตั้งแต่รู้จักกันมาขนาดตอนอู๋เหล่าเป็นแบบนี้ นายยังไม่มีน้ำตาสักหยด แล้วนี่อะไร ชั้นเห็นนะว่านายร้องไห้ ฉีซาน!!! ไหนตอนแรกนายหัวเราะที่ชั้นทำนายไงเล่า 555 ตอนนี้ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้"

"พอเลยฉีจุ่ย นายกลับไปดูอู๋เหล่าไว้ ทางนี้ชั้นจัดการเอง ถ้าเค้าฟื้น ชั้นจะพาเค้าไปช่วยนายอีกที ว่าแต่เค้าจะฟื้นใช่มั้ย นายบอกหน่อยสิ"

"ฉีซาน นายไม่เชื่อชั้น แล้วจะมาให้ชั้นบอกทำนายอะไรอีก 555"

หลังจากนั้นเสียงก็เงียบไปอีกครั้ง

ผมได้ยินเสียงนายฉีซานวิ่งตามออกไป แล้วสักพัก ผมก็ไม่รู้สึกตัวอีก จนกระทั่ง นานเท่าไหร่ไม่รู้ ผมไม่ค่อยปวดหัวมากแล้ว และรู้สึกว่าร่างกายเริ่มขยับได้...

พอลืมตาขึ้น ภาพที่ผมเห็นคือ นายฉีซาน หลับฟุบอยู่ที่โต๊ะ ผมจึงค่อยๆลุกขึ้น แต่ก็...

"โอ๊ยย!!! ปวดหัวชะมัด" ผมเริ่มมองสำรวจห้อง ที่นี่ค่อนข้างกว้าง ตกแต่งด้วยของใช้หรูหราแต่ให้ความรู้สึกโบราณ

"โอ๊ย!!!" ผมเอามือจับที่หัวตัวเองเพราะมันปวดจี๊ดขึ้นมาอีกแล้วและเหมือนนายตัวยักษ์ที่โต๊ะจะเริ่มได้ยินเสียงผม เค้าจึงพุ่งมาที่เตียงทันที

"อู๋น้อยๆๆ นายเป็นยังไงบ้าง เจ็บเหรอ เจ็บหัวเหรอ"

ผมมองหน้าเค้า เค้าดูเป็นห่วงผมมาก แต่ยังไม่พูดอะไร

"อะไร ทำไมล่ะ จำไม่ได้เหรอ ชั้นเฉินฉีซานไง อู๋น้อย พูดอะไรกับชั้นหน่อยสิ"

ผมยังไม่ตอบอะไร ขอดูปฏิกิริยาขำๆของคนตรงหน้าก่อน ผมอดแอบยิ้มไม่ได้

"ที่นี่ที่ไหน" ในที่สุด ผมก็ถามออกไป

"ที่นี่เหรอ ที่นี่บ้านชั้น บ้านเฉินฉีซาน นายไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีใครทำอันตรายนายทั้งนั้น นะ...นาย ตกลงนายไม่เป็นไรใช่มั้ย จำชั้นได้มั้ย"

"นายเป็นใคร???" ผมแกล้งถามออกไป แล้วทำหน้ามึนๆ โอ๊ย!!! ทำไงดี ผมจะหลุดขำ

"ฮะ!!! อะไรนะ อู๋น้อย ชั้นไง ชั้น เฉินฉีซาน คนที่ชอบบอกว่าเป็นปู่นาย แต่นายก็ไม่เชื่อ"

"ปู่อะไร ชั้นไม่รู้จัก"

"อะไรเนี่ยะ ทำไมล่ะ ทำไมนายจำชั้นไม่ได้ หรือว่าจะเป็นผลจากการข้ามเวลามา ไหนขอดูหน่อยว่ายังมีไข้ไม่สบายตรงไหนมั้ย"

เค้าเอามือมาแตะหน้าผากผม จับแก้มหันไปมา ดูตกใจและเป็นห่วงมาก...แต่เด๋วนะ ข้ามเวลา!!! อะไรคือข้ามเวลามา

"อะไรนะ นี่ปีอะไร???"

ผมถามออกไปเพราะไม่อยากจะเชื่อที่เค้าพูด

"ปีนี้ 1937 ชั้นพานายย้อนเวลามายังปีที่ชั้นอยู่"

"ฮะ!!! นายว่าไงนะ" ผมเริ่มตกใจ สำรวจรอบๆใหม่อีกครั้ง และพอมองชุดเค้าและชุดที่ตัวเองกำลังใส่ก็พบว่ามันดูเป็นแบบโบราณ แต่เดี๋ยวนะ ผมถูกเปลี่ยนเสื้อผ้าตอนไหน...

"ใครเปลี่ยนชุดนี่"

"ก็ชั้นเองสิ ทั้งเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า จะให้คนอื่นทำได้ยังไง"

"นะ...นายฉีซาน นายมายุ่งอะไรกับตัวชั้นอีกแล้ว ใครอนุญาตให้นายทำแบบนี้ ชั้นจะกลับวัด นายเลิกยุ่งกับชั้นสักที"

ผมพุ่งเข้าไปเอามือทุบตีที่ตัวและท้องเค้าไม่หยุด เค้าเอามือมาจับแขนผมไว้ทั้งสองข้าง

"เดี๋ยวนะ อู๋น้อย ตกลงนายจำชั้นได้นี่นา ร้ายกาจมาก อยากจะลองดีใช่มั้ย ไม่รู้จักพลังนิ้วดัชนีแห่งสกุลเฉินซะแล้ว"

เค้าเอามือมาจั๊กจี้เอว คอและลำตัวสลับไปมา ผมบ้าจี้นะ เลยหัวเราะและดิ้นไม่หยุด จนกระทั่งนอนลงไปที่เตียงอีกรอบ

"555 โอ๊ย นายฉีซาน หยุดนะ หยุดสิ 555"

ตอนนี้เค้าคร่อมอยู่บนตัวผมและหยุดจั๊กจี้ เปลี่ยนมาจับที่ข้อมือไว้เหนือหัว ทำให้ผมไปไหนไม่ได้ สายตาที่มองมามันดูจริงจังมาก
เค้าก้มลงมากำลังจะจูบผมอีกแล้ว ผมเลยรีบพูดแทรก

"นายฉีซาน นายแกล้งชั้นอีกแล้ว นายชอบแกล้งชั้น นายต้องการอะไร"

เค้าไม่ฟังผมเลยก้มลงเอาปากประกบลงมาอีกครั้ง คราวนี้เค้าเริ่มเอาลิ้นลุกล้ำเข้ามาในปากผม พร้อมทั้งตวัดเพื่อสัมผัสไปทั่ว ผมจูบรับตอบเค้า ปากต่อปากบดเบียดกันไปมาไม่หยุด ลมหายใจปะทะกันอย่างอบอุ่น เค้าค่อยๆเลื่อนไปจูบที่จมูก แก้ม และไล่ไปจนถึงใบหูผม มือเค้าเริ่มเปลี่ยนมาสัมผัสที่ด้านในเสื้อของผม ค่อยๆลูบไล้ไปตามหน้าท้องอย่างแผ่วเบา

...ใจนึงผมเริ่มรู้สึกต้องการสัมผัสจากเค้า แต่อีกใจนึงผมก็ไม่มั่นใจ ผมกับเค้าเราอยู่กันคนละยุคเหรอ แล้วตกลงเค้าคิดอะไรกันแน่ ทำแบบนี้มันจะดีเหรอ upset emoticon!!!

"นะ...นาย ฉีซาน"

"อู๋น้อย นายอยู่กับชั้นที่นี่เลยได้มั้ย"

เค้ากระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาที่ข้างหู ผมควรจะทำยังไงดี ควรตอบไปว่ายังไง???

"นาย...ฉีซาน ชะ...ชั้นอยากกลับบ้าน"

ฉับพลันนั้นเค้ากลับมามองหน้าผมที่กำลังหลับตาปี๋และหันหน้าไปอีกทางเพราะรู้ว่าเค้าต้องโกรธแน่ๆ

"อู๋น้อย นายว่ายังไงนะ!!!"


..........โปรดติดตามตอนต่อไป.......

บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ภาคพิเศษ บทที่ 4



บทที่ 4 รอยสักมังกร

ผมมาหยุดอยู่ตรงห้องโถงใหญ่ ตรงกลางเป็นเพดานสูงคล้ายๆรูปโดม มีเถาวัลย์เลื้อยไปมา และเหมือนมีช่องขึ้นไปด้านบนอยู่หลายช่อง ถึงจะมีอากาศเข้ามาได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยมีแสงเท่าไหร่ มีเพียงที่ลอดลงมาบ้างและแสงจากไฟฉายที่ส่องตามหลังผมมานั่นเอง ทำให้รู้ว่าเค้าก็ตามผมมาทันแล้ว

"นี่อู๋น้อย!!! นายทำไมไม่รอชั้น พอดีขึ้นก็ทิ้งชั้นเลยนะ"

ผมไม่กล้าหันไปมองเค้า เพราะตอนนี้ผมทำหน้าไม่ถูก ใจก็เต้นโครมครามอยู่ได้ แต่พอเค้าส่องไฟไปตรงกลางห้อง ผมก็ได้เห็น

"นายฉีซาน นั่นมันโครงกระดูกนี่นา"

ผมชี้มือไปที่เค้าส่องไฟ เค้าจึงเดินเข้าไปใกล้ และไม่วายหันมาฉุดมือผมเดินไปด้วย

"ไปดูกัน...อืมมมม...เอ้อร์หงพูดถูก มันอยู่ที่นี่จริงๆ"

ผมไม่รู้เค้าพูดถึงอะไร แต่ผมเห็นหีบสมบัติที่มีกระดูกคนกอดมันเอาไว้

"ถ้านายจะเอาของในนั้นก็ต้องเอากระดูกนั่นออกไปหน่ะสิ"

"นายไม่กลัวเหรออู๋น้อย"

"ใครจะไปกลัว ชั้นอยู่กับวัดเห็นคนตายมาตั้งแต่เด็ก ตกลงว่าไงต้องทำยังไงต่อ ยกออกมั้ยล่ะ"

"นี่แหละชั้นถึงต้องให้นายช่วยไง"

ตอนนี้เค้าหันกลับมามองหน้าผม

"อะไรนะ ให้ชั้นช่วย ช่วยทำอะไร ย้ายโครงกระดูกเนี่ยะนะ นายก็ย้ายเองสิ เกี่ยวอะไรกับชั้นล่ะ"

ผมเถียงและพยายามจะแกะมือตัวเองออกจากมือเค้า แต่ไม่สำเร็จ

"ถ้าชั้นจะบอกว่า นี่เป็นบรรพบุรุษของนายล่ะ นายจะทำยังไง"

"ฮะ นายฉีซาน นายอย่ามามั่วนะ นายรู้ได้ยังไง"

"ถ้านายไม่เชื่อ ชั้นจะบอกให้ฟัง มีแต่คนตระกูลอู๋เหมือนกันเท่านั้นที่จะยกโครงกระดูกนี่ออกได้ และเลือดจากคนตระกูลอู๋เท่านั้นถึงจะเปิดหีบใบนี้ได้เช่นกัน"

"นายอย่าบอกนะว่าโครงกระดูกแค่นี้นายยกไม่ได้"

"ใช่!!! ไม่เชื่อดูนะ เอ้า!!! ถือไฟฉายไว้ก่อน"

ผมรับไฟฉายมาถือไว้ เห็นเค้าทำท่ายก แกะ โครงกระดูกนั่นเต็มแรง เท่าไหร่ก็ไม่ออก เค้าโกหกรึเปล่านะ!!! แต่ก็ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะตอนนี้เหงื่อเค้าออกเต็มตัวไปหมด

"นะ...นายยกไม่ขึ้นจริงๆเหรอ"

"ใช่สิ นายคิดว่าชั้นจะแกล้งไปทำไม ถ้าชั้นยกเองได้ชั้นยกไปแล้ว แต่นี่คือคำสาปแห่งสุสาน เพื่อปกป้องสิ่งมีค่าในตระกูลอู๋ คนอื่นเปิดหีบไม่ได้หรอก มีอีกอย่างที่ชั้นจะพิสูจน์ให้ดู"

เค้าถอดเสื้อตัวเองออกหมด เผยให้เห็นกล้ามเนื้อและรอยสักบนตัว รูปคล้ายๆมังกร

"นายจะทำอะไร???"

"รอยสักนี่ สำหรับตระกูลชั้น ถ้าคนในตระกูลอู๋สัมผัสมัน มันจะนูนขึ้นทันที ไม่เชื่อนายลองจับสิ"

"อะไร ทำไม ชั้นต้องเชื่อนายด้วย ชั้นเกิดตระกูลหลี่ ไม่ใช่ตระกูลอู๋ นายฉีซาน!!! ปล่อยมือสิ ปล่อย"

เค้าเอามือผมลากไปตามรอยสักรูปมังกรนั่น ร่างกายเค้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เอามือไล่ไปที่ไหล่ แผ่นอกและแผ่นหลัง ทุกที่ที่ผมสัมผัส มันจะนูนเด่นและยุบลงเมื่อมือผมลากผ่านไป...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ!!!
ผมนิ่งไป ทำอะไรไม่ถูก เค้าดึงผมไปกอดไว้!!!

"อู๋น้อย นายเข้าใจรึยัง ชั้นมีหน้าที่ต้องปกป้องคนสกุลอู๋ทุกคน รวมทั้งนายด้วย แต่ตอนนี้ปู่นายกำลังจะตาย ถ้านายไม่ช่วย ชั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง เชื่อชั้นเถอะ ได้โปรด!!!"

ร่างกายผมผสานเข้ากับร่างกายเค้า เฉพาะส่วนใบหน้าที่ผมพาดบนไหล่เท่านั้น รอยสักจึงนูนเด่นขึ้นมา ผมเอามือลูบมันแล้วถาม

"มันเป็นแบบนี้ นายเจ็บรึเปล่า!!!"

"ไม่เจ็บหรอก แค่รู้สึกเบาๆเหมือนมีลมวิ่งผ่าน"

"ทำไมล่ะ ทำไม???"

ผมรู้สึกสงสารเค้า คล้ายกับว่าสิ่งที่เค้าพูดมันผูกเค้าไว้กับหน้าที่ที่ต้องแบกไว้อย่างลำบาก

"อู๋น้อย มันคือคำสาปของตระกูลเรา นายไม่ต้องเป็นห่วง ชั้นเต็มใจยอมรับ ตกลงนายจะช่วยชั้นใช่มั้ย"

"อืมมม"

ผมรับปากแล้วผลักตัวเองออกจากอ้อมกอดเค้าเบาๆ

"จริงๆนะ ขอบใจมากๆๆ"

แต่เค้าไม่ยอมให้ผมผละออก เค้าดึงผมไปกอดอีกครั้ง แบบคนที่ดีใจ...

"นายฉีซาน ปล่อยสิ ชั้นจะได้ไปจัดการโครงกระดูกนั่นให้"

เค้าจับแขนผมทั้งสองข้าง แล้วจ้องตาผมอีกรอบ ผมเห็นแววตาเค้าสุกใสเป็นครั้งแรก คงดีใจมากสินะ

"อู๋น้อย ทำไมนายน่ารักแบบนี้"

คราวนี้เค้าก้มหน้าลงมาจูบผมเบาๆ ริมฝีปากสัมผัสกันอีกครั้ง เค้ากดปากแนบอยู่อีกสักพัก ผมรู้สึกได้ถึงรสหวานจากปลายลิ้นอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ได้นานเหมือนคราวก่อน เค้าจึงถอนปากออกจ้องหน้าผมอีก

"นายฉีซาน นายทำแบบนี้อีกแล้ว"

เค้าไม่ตอบอะไร ปล่อยแขนผม แล้วส่องไฟฉายไปที่โครงกระดูกนั่น
ผมจึงพักเรื่องจูบไว้ก่อน แล้วไปย้ายโครงกระดูกนั่นออกไปอย่างง่ายดาย ผมก้มหน้าดูหีบต่อแต่ไม่ได้สนใจเค้า จึงถามต่อว่า

"นายบอกว่าอะไรนะ ถ้าจะเปิดหีบต้องใช้เลือดชั้นเหรอ"

ผมยังไม่ทันเงยหน้าขึ้นมา นายฉีซานวิ่งเข้ามาคว้าหีบไว้ แล้วทิ้งอะไรบางอย่างลงบนพื้น ทำให้มีลำแสงสีแดงพุ่งขึ้นบนเพดาน ทะลุขึ้นไปบนฟ้า ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก สักพักมีควันบางๆหมุนวนรอบลำแสงนั่น

"นายฉีซาน นายอยู่ไหน"

ผมมองไม่เห็นเค้าเพราะมีกลุ่มควันมาบัง ผมต้องเอามือบังควันที่จะเข้าตาไว้ แต่แล้วก็มีมือมาฉุดผมเข้าไปในกลุ่มควันนั่น

"อู๋น้อย นายต้องไปกับชั้น"

ผมพยายามดิ้นๆๆ

"ม่ายยยย ชั้นไม่ไป ชั้นจะอยู่ที่นี่"

แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท ผมไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป............

....โปรดติดตามตอนต่อไป.....